k's profileMedia, Funny, Comedy, En...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    April 28

    เปิดบริษัทแล้วเหนื่อยมาก

    ตอนนี้ก็ได้พนักงานมาคนแล้ว แต่ก็รู้สึกเหนื่อยเหมือนกัน เหมือนกับทำอะไรก็ต้องมีอุปสรรค เพราะมันไม่ใช่บะหมี่สำเร็จรูป (เหมือนโฆษณาเลย) เรื่องที่มีปัญหาก็คือ ตอนแรกได้ไปตกลงราคาในการเขียนเว็บในฝันไว้เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าเขาบอกว่าใช้เวลาเขียนอีก 1 เดือน เราก็โอเค ก็มาทำเว็บพระก่อนล่ะกัน และแล้วก็มีโทรศัพท์มาบอกว่าขอเลิกงานทำเว็บ เพราะว่าคนทำเว็บต้องไปผ่าตัดสมอง เฮ้ย มันคิดมากขนาดต้องไปผ่าตัดสมองเลยหรือ ก็ปรากฏว่าคนเขียนเว็บนั้นเป็นไมเกรน หมอบอกให้ไปรักษา ก็เลยต้องงดเว็บในฝันก่อน ตอนนี้ก็เลยมาทำเว็บพระแทน ก็ต้องมานอกออกแบบเอง วางโครงสร้างเอง และก็มีพนักงานคนนึงแล้ว ก็ต้องหาคนเขียนใหม่ เฮ้ออออ

    วิธีการเข้าเว็บที่ ict บล็อค

    เข้าไปที่ http://www.unblockict.com/ แล้วพิมพ์เว็บเช่น youtube.com ก็สามารถเข้าไปได้เลย
    April 16

    รับพนักงาน

    ตอนนี้กำลังเปิดบริษัทใหม่ จะทำเกี่ยวกับเว็บไซด์ พอดีเมื่อก่อนเคยเปิดร้านขายของแล้วเบื่อที่ต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้ากับค่าเช่าของเดือนแรก เช่นถ้าเราเสียค่าเช่าเดือนละ 20000 เราก็ต้องเอาเงินให้เขาก้อนแรก 60000 แล้วเขาก็จะให้เศษกระดาษซึ่งเขียนว่าเขาได้เอาเงินเราไปล่วงหน้าหรือเงินประกันทำนองนั้น กลายเป็นว่าเราต้องเสียเงินก้อนนึงไป ทั้งๆที่มันน่าจะเป็นเงินลงทุนซื้อของๆเรานะ และหลังจากนั้นเราก็ต้องไปหาเงินเพื่อมาซื้อของ มาตบแต่งห้องอีก อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าสองแสนบาท (ขึ้นอยู่กับว่าจะขายอะไร บางอย่างอาจมากกว่านี้เยอะถ้าต้นทุนสูง) และก็ต้องเสียเวลาตบแต่ง จัดของ เอาของเข้าร้าน กว่าจะขายได้ก็ปาเข้าไปสองอาทิตย์ กลายเป็นว่าเราเสียเวลาไปหนึ่งหมื่นเลยโดยที่ยังไม่ได้ขายอะไรเลย พอขายแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะขายเป็นยังไงเลย พอเป็นอย่างนี้ก็เลยมีความคิดว่าไม่อยากเช่าร้านแล้ว ก็เลยเอาบ้านตัวเองแล้วทำการยึดอำนาจจากทางบ้าน (ที่บ้านเปิดข้างล่างไว้เป็นร้านขายยา) ยึดเอาครึ่งนึงเอามาทำออฟฟิตซะเลย เพราะเราทำเว็บไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ก็จัดการกั้นห้องเลย ถ้าคนอื่นเห็นก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นออฟฟิต ป้ายก็ไม่มี (เก็บภาษี เจ้าหนี้ หรือใครก็หาไม่เจอหรอก) อย่าคิดนะว่าออฟฟิตนี้ไม่ทันสมัย เราใช้โน๊ตบุ๊ค และต่อเน็ต รวมถึงการติดต่อระหว่างเครื่องเราใช้แบบไร้สายหรือ wireless แถมความแรงเน็ต 2 mb กว่าๆ มีโทรศัพท์ 2 เครื่อง ไร้สายหนึ่งเครื่อง แฟ๊กอีกหนึ่ง มีกาแฟให้กินด้วยแต่ต้องไปซื้อเองนะ คือมีเครื่องทำน้ำร้อนกับแก้วกาแฟให้เท่านั้น ตอนนี้ออฟฟิตก็ได้ตบแต่งเสร็จแล้ว คราวนี้เราก็มาถึงการหาพนักงานกันซักที
    เราก็ไปให้บริษัทที่เขาทำหน้าที่นี้จัดการ ปรากฏว่ามีคนส่ง resume มา ผมก็โทรไปสอบถามคำถามเบื้องต้นเลย คุยกันไปได้สักพักเขาก็ถามว่าที่ทำงานมีพนักงานกี่คน ในใจผมก็คิดว่าก็คุณนั่นแหละคนแรก รุ่นบุกเบิกเลยนะ ตอนนี้ก็กำลังรอสัมภาษณ์อีกคนอยู่ (อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าเขารู้ว่าเขาเป็นรุ่นแรกหรือรุ่นบุกเบิกจะรู้สึกยังไงนะ) กลัวเหมือนกันว่าเขาจะปฏิเสทงานเรา แต่ก็อยากบอกเขาว่าอย่าคิดอย่างนั้นนะ เพราะทีกูเกิลยังใช้หอพักเป็นออฟฟิตเลย youtube ก็ใช่ dell ก็เอาโรงรถมาเป็นออฟฟิตเหมือนกัน อย่าดูแค่ออฟฟิตสวยงามอย่างเดียว เพราะผมก็จะบอกเขาว่า แทนที่ผมจะไปเช่าออฟฟิตแพงๆ (อย่างน้อยธรรมดาก็เดือนละสี่หมื่น) ผมเอาค่าเช่าออฟฟิตหรือค่าเช่าร้าน มาจ่ายเป็นเงินเดือนพนักงานยังดีกว่าเลย

    ได้เงินแสน

    เรื่องมีอยู่ว่า พี่ชายผมเขาไปอยู่แคนาดามานานจนได้เป็นคนที่นั่น แล้วก็ล่าสุดได้พาลูกกับเมียมาเที่ยวที่ไทย และก็ถึงเวลากลับไปแคนาดา ก็ซื้อตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยจากบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง พอถึงวันกลับก็ไปเข้าแถวเพื่อเช็คอินกับการบินไทย (จริงๆซื้อตั๋วแคนาเดี้ยน แต่เครื่องของแคนาดาไม่ได้บินตรงมาไทยจึงต้องไปกับการบินไทยแล้วไปลงที่ญี่ปุ่นแล้วค่อยต่อเครื่องแคนาดา) แต่พนักงานการบินไทยบอกว่าตั๋วของเมียเขาใช้ไม่ได้ เพราะว่าได้มีการเขียนข้อความลงไป ก็เลยได้ความว่า ตอนไปซื้อตั๋วที่บริษัททัวร์ แล้วพอส่งตั๋วมา ปรากฏว่าชื่อกับนามสกุลสลับกันไม่ตรงกับพาสปอร์ต จึงเอาตั๋วไปให้ทางบริษัททัวร์นั้นแก้ แต่พอแก้มาแล้วกลับใช้ไม่ได้ พนักงานก็บอกมาว่า ถ้ามีการแก้ไขอะไรต้องเซ็นต์ชื่อหรือประทับตรากำกับเหมือนเอกสารทางราชการ ซึ่งเหตุการ์ณนี้ไม่เคยเจอมาก่อน และโทรหาสายการบินแคนาดาก็ไม่ได้เพราะตอนนั้นเช้าเกินไป ก็เลยต้องตกเครื่องไป
    หลังจากนั้นพวกเราก็ไปแจ้งความและเอาใบแจ้งความนั้นไปที่บริษัททัวร์ที่เราซื้อมา ตอนแรกนั้นเราคิดว่าเป็นความผิดของบริษัททัวร์นั้น แต่จริงๆแล้วพอเราส่งตั๋วให้บริษัททัวร์ๆก็ส่งไปให้สายการบินแคนาดาเพื่อแก้ไข แต่แคนาเดี้ยนก็พลาดตกม้าตายจนได้ หลังจากทราบผู้กระทำความผิดแล้ว เราจึงตรงไปยังแคนาเดี้ยนทันที และเราก็ต้องขอค่าเสียหายกันหน่อย เพราะมันคงตลกมากที่คนแคนาดาดันตกสายการบินของตัวเอง ตอนแรกเขาจะให้แค่สามหมื่น แต่เรามารู้ว่าเขาไม่ใช่บริษัทลูก แต่ไปซื้อเฟรนไชน์จากแคนาเดี้ยนมา เราก็เลยขู่ไปว่าถ้าฟ้องร้องกันได้มากกว่าแสนอีกและถ้าเสียชื่อเสียงเขายึดเฟรนไชน์เลยนะ และจะโพสในเน็ตด้วย จะลองเสี่ยงมั๊ย สุดท้ายเราก็เลยได้แสนนึง (เส้นขนหน้าแข้งเขาเลย) และก็ยังเปลี่ยนตั๋วให้นั่งดีขึ้นอีกนิดเลยนะ
    วันนั้นเครื่องขึ้นเจ็ดโมง แต่ต้องตื่นตีสี่ แล้วก็ตกเครื่อง แต่กลับได้แสนนึง ตื่นตีสี่ทุกวันเลย
    April 05

    เรื่องเล่าของฮ้วงจุ้ยเกี่ยวกับเสา

        เรื่องเกิดเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ที่ผมได้มีโอกาสไปเปิดร้านขายของที่แถวอนุเสาวรีย์ ตรงรอบๆอนุเสาวรีย์ที่เป็นวงเวียนเลย ตอนไปเซ้งนั้นในแบบมันเป็นอีกอย่าง แต่พอทำออกมากับมีเสาอยู่หน้าร้าน และด้วยหลักฮวงจุ้ยของจีนหรือสถาบันคิงคอร์เลทของจีนได้ทำการวิจัยมาแล้วว่า การมีเสาอยู่หน้าร้านนั้น จะทำให้ค้าขายไม่ขึ้น (สงสัยคนจะชนเสาก่อนเข้าร้านมั๊ง)
        เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ต้องทำการย้ายเสานี้ให้ได้ จากนั้นคุณแม่ก็ได้ไปที่การไฟฟ้าของเขตนั้น เพื่อตกลงค่าใช้จ่ายในการย้ายเสา เมื่อตกลงเสร็จเราก็รอเวลาทีเขาว่างมาทำการย้ายเสาให้เรา และระหว่างที่รออยู่นั้น ปรากฏว่ามีซินแสคนนึงเดินทางมาจากเมืองจีน และพ่อผมก็ได้เชิญให้มาดูร้าน
        เมื่อซินแสสำรวจดูร้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซินแสก็บอกว่า "ไอ้เสาไฟฟ้าที่บังหน้าร้านอันนี้ย้ายไปก็เท่านั้น ส่วนไอ้เสาที่ต้องย้ายไปก็เป็นเสาอนุเสารีย์ เพราะว่ามันอยู่หน้าร้านทุกร้านที่อยู่แถวนั้นเลย" สงสัยซินแสไม่รู้จักเสาอนุเสาวรีย์ ถ้าย้ายทีโดนประหารเจ็ดชั่วโคตรเลยนะ

    เคยบ้างไหมที่นัดเจอใครโดยไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน

    เรื่องนี้มันเป็นเรื่องเมื่อตอนที่ผมเป็นวัยรุ่นอยู่ ตอนนั้นอยู่มหาลัยปี1 เอง เรื่องก็มีอยู่ว่า ตอนนั้นฮิตกันมากที่จะได้เบอร์สาวมาจากเพื่อนแล้วก็โทรไปคุย ตอนนั้นผมก็ยังไม่มีแฟนและบวกกับที่เราก็อยากจะหามาเป็นของเราสักคน ก็เลยถามเพื่อนว่ามีเบอร์หญิงแนะนำให้เรารู้จักหรือเปล่า เขาก็ให้เบอร์เรามา ผมก็ถามว่าสวยหรือเปล่า เขาก็บอกว่าสวยแน่นอนเพราะเขาเคยเห็นหน้ามาแล้ว
    จากนั้นเมื่อเพื่อนการันตีอย่างนี้ก็โทรซะเลย ประมาณว่าโทรไปแทบจะตลอดเวลา จนรู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องเจอกันเสียที และผมก็บอกเพื่อนว่าผมนัดเจอเขาไว้ที่มาบุญครองนะ เพื่อนผมก็ใจดีบอกว่าเดี๋ยวจะไปเป็นเพื่อนด้วยจะได้แนะนำให้รู้จักกัน ผมก็โอเค
    จนกระทั่งถึงวันที่นัดกัน ผมก็ไปนัดเจอกับเพื่อนผมก่อน เพราะผมก็ตื่นเต้นมาก และเพื่อนตัวดีของผมก็มาเฉลยให้ผมฟังว่า เขายังไม่เคยเจอกับผู้หญิงคนนี้มาก่อน แต่ที่มาเป็นเพื่อนด้วยนั้น ไม่ใช่เพราะหวังดี แต่อยากจะมาดูว่าหน้าตาเป็นยังไง ผมก็ไม่พอใจและก็ว่าเพื่อนผมไป เพื่อนผมก็เลยตกลงกับผมว่า เอางี้ล่ะกัน ถ้าหน้าตาโอเคก็ให้บอกว่าเป็นผม แต่ถ้าไม่ชอบก็ให้บอกว่าเพื่อนผมเป็นผม ผมก็เลยโอเค
    พอสักพักผู้หญิงก็เดินเข้ามาถามว่าคนไหนเป็นผม ผมก็เลยสะกิดเพื่อนให้บอกว่าเพื่อนผมเป็นผม และพอเพื่อนผมแสดงตัวว่าเป็นผมนั้น จู่ๆก็มีผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆยืนขึ้นมาบอกว่า ไม่ใช่ และก็เฉลยว่าผมสองคนได้เตี๊ยมกันว่าถ้าไม่ชอบก็ให้สลับตัวกัน และกลายเป็นว่าผู้หญิงคนที่นั่งอยู่ข้างๆผมมาตลอดก็คือเพื่อนของเขาเอง ที่ให้มาดูลาดเลาก่อน กลายเป็นว่าพวกผมโดนแผนซ้อนแผนอีกที หลังจากหน้าแตกวันนั้น ผมก็ไม่โทรไปจีบใครอีกเลย เห็นหน้าก่อนจะดีกว่านะ ไม่อยากให้เสียความรู้สึกทั้งคู่ เฮ้อ..

     

    ทำไมคนดีถึงไม่มีแฟน

    ผมมีเพื่อนอยู่คนนึงเป็นคนดีมาก เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ขยันทำงาน พูดจาเพราะ แต่ทำไม่เขาถึงไม่มีแฟนสักที หรือว่าเพราะเขาเป็นคนดี หรือว่าเพราะว่าผู้หญิงสมัยนี้ชอบผู้ชายไม่ดีกันแล้วหรือ ช่วยตอบหน่อย

    สงสัยมาตั้งนาน

    เมื่อก่อนผมเคยสงสัยมานานแล้ว ว่าพระแถวบ้านผมเดินมายังไง เพราะระแวกแถวบ้านผมนั้นไม่มีวัดเลย ถ้าพระเดินมาจากวัดที่ใกล้ที่สุด ผมว่าเขาจะต้องเดินมาตั้งแต่ตีสี่เลยล่ะ และผมก็สงสัยมาเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนึง ผมเดินเข้าไปในซอยแห่งหนึ่ง ผมก็เห็นพระท่านนั่งสามล้อเข้ามาในซอย จากนั้นก็เดินออกจากซอยไปเพื่อไปรับบาตร ผมจึงอ๋อขึ้นมา แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมท่านไม่ไปลงที่ปากซอยล่ะ จะได้ไม่ต้องเดินไปด้วย หรือกลัวคนไม่ศรัทธา

     

    มีเรื่องเล่าจากประเทศจีนมาฝาก

    เมื่อเดือนสิบสองที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปที่ประเทศจีนมา เมืองแรกที่ผมไปนั้นก็เป็นชนบทของบ้านเขา อย่างแรกที่ผมเจอมาก็ตอนที่ผมไปหาข้าวกิน ผมก็เห็นเขามุงกัน ผมก็นึกว่า เออเมืองจีนเดี๋ยวนี้มีระเบียบขึ้นเยอะนะ เข้าแถวกันซื้อข้าวด้วย แต่พอสักพักมันไม่ใช่แล้ว เขาแย่งกันซื้อมากกว่า ทำอย่างกับว่าเขาแจกข้าวฟรีอย่างนั้นเลย เป็นกันเกือบจะทุกร้านเลยครับ ถ้าคุณได้มาที่จีนล่ะก็ อย่างแรกที่ต้องฝึกนะครับ คือฝึกกล้ามแขนให้บึกบึนไว้ และฝึกฐานขาให้แข็งแรงนะครับ ไม่งั้นคุณไม่ได้กินข้าวแน่ ขนาดผู้หญิงยังเบียดสู้ผมได้เลย
    อย่างที่สองที่ผมเจอ ก็ตอนที่ผมไปติดต่อเรื่องการโทรศัพท์กลับมาประเทศไทยนั้น ผมก็ไปศูนย์บริการเหมือนบ้านเราน่ะ คุณเชื่อไหมว่าเขาไม่เข้าแถวกัน ไม่มีการรับบัตรคิว แย่งกันจ่ายเงินค่าบริการ ทำอย่างกับว่าเขาให้โทรฟรีอย่างนั้นเลย
    อย่างที่สาม ทำให้ผมหมดศรัทธากับผู้หญิงที่นั่น และคิดถึงหญิงไทยเรา ดูดีกว่าเยอะ ก็ผมจะขึ้นรถเมลล์ที่นั่น ผมก็ต่อหลังผู้หญิงคนหนึ่ง พอเธอกำลังจะขึ้นรถอีกก้าวนึง เธอก็หันไปมองข้างๆ ผมก็หันไปมองด้วยไม่รู้ว่าเธอกำลังมองอะไร จากนั้นผมก็ได้ยินเสียง "ขากกกก ถุย" โห หมดสภาพเลย ลองนึกภาพนะครับว่า ถ้าหญิงไทยเป็นอย่างนี้ คงไม่มีใครเรียกว่ากุลสตรีนะครับ
    ส่วนอีกเรื่องที่ทำให้ผมชอบหญิงไทยที่สุดเลย คือ ผมก็ไปช๊อบปิ๊งที่แหล่งช๊อบน่ะครับ ผมเห็นผู้หญิงแต่งตัวดีๆกันเยอะเลยครับ และผมก็เห็นอยู่คนนึง น่าตา การแต่งตัวก็ดี และสักพักเธอก็เดินไปซื้อก๋วยเตี๋ยวกับรถเข็นคันนึงที่จอดอยู่ จากนั้น เธอก็ถือชามก๋วยเตี๋ยวมาซดกลางถนน โดยไม่สนใจใครพร้อมกับเสียงซืดซาด โอ้มายก๊อด ผมนึกภาพเลยครับ ว่าถ้าเปรียบที่นี่เป็น center point บ้านเรา แล้วมีผู้หญิงหน้าตาดีถือก๋วยเตี๋ยวกินจะเป็นยังไงบ้าง
    พอผมกลับมาทำให้ผมรักเมืองไทยเรามากขึ้นกว่าเดิมเลยครับ

    เทคโนโลยีกับการดำเนินชีวิต

    สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึงนั้นเป็นเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะมนุษย์เรานั้นต้องการที่จะทำความฝันให้เป็นความจริง อย่างเช่นว่าโทรทัศน์
    ต่อไปนั้นโทรทัศน์ที่ทุกวันนี้เราใช้กันอยู่นั้นเป็นแบบอนาล๊อค แต่ต่อไปมันจะเปลี่ยนเป็นดิจิตอล เนื่องจากว่ามันมีกำลังส่งที่เร็วกว่าทุกวันนี้ อีกทั้งมันยังมีความสามารถเช่นเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์และทำหน้าที่แทนจอคอมพิวเตอร์ได้เลย อีกทั้งยังสามารถที่จะเลือกรับชมภาพยนต์ที่ฉายไปแล้ว แต่ช่วงเวลานั้นเราไม่มีเวลาก็ได้ เพราะมันจะเป็นโลกดิจิตอลไปแล้ว
    หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์อื่นๆก็จะเริ่มมีความเป็นไร้สายมากขึ้น เช่น wiless lan คอมพิวเตอร์ที่ต่อแบบไร้สาย เครื่องเสียงที่ไม่ต้องมาต่อสาย input output หรืออย่างเช่นต่อไปคุณก็สามารถซื้อหนังได้ทางอินเตอร์เน็ตโดยแค่จ่ายเงิน แล้วก็โหลดเข้ามาที่เครื่องคุณได้เลย โดยที่คุณไม่ต้องไปเสียเงินเข้าโรง ไม่ว่าจะเป็นเพลง เกม หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นรูปแบบดิจิตอล และชีวิตคุณก็จะไม่สามารถขาดคอมพิวเตอร์ได้เลย เหมือนที่ทุกวันนี้คุณไม่สามารถขาดมือถือไปได้ หรืออาจจะเป็นว่าต่อไปมือถือของคุณนั้นจะสามารถทำในสิ่งที่คอมพิวเตอร์นั้นทำได้ และในอนาคตเราก็จะเห็นมือถือที่มีทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะโทร ถ่ายรูปที่สามารถนำไปล้างได้ด้วยความละเอียดเทียบเท่ากล้องถ่ายรูป หรือจุเพลงในรูปแบบmp3 ได้เป็นพันๆเพลงเหมือน ipod หรือทำงานเป็นเหมือน pda หรือแม้กระทั่งทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ได้ และเมื่อเวลานั้นมาถึง คุณก็จะหลงใหลในเทคโนโลยีโดยไม่รู้ตัว และขาดมันไม่ได้

    รู้สึกสงสารสาวไทย

    ผมรู้สึกสงสารผู้หญิงไทยอย่างนึง คือไม่สามารถแสดงออกได้เพราะการเป็นหญิงไทย อย่างเช่นว่าเกิดชอบผู้ชายก็ไม่กล้าบอก ไม่กล้าแสดงออก กลัวว่าผู้ชายจะหาว่าเป็นผู้หญิงง่าย และพอทำงานแล้ว โอกาสที่จะมีผู้ชายมาจีบนั้น โอกาสน้อยมากเลย ไม่เหมือนสมัยที่อยู่ในมหาลัย เพราะพอผู้ชายเห็นว่าหน้าตาดี ร้อยทั้งร้อยก็ต้องคิดว่าผู้หญิงคนนี้ต้องมีแฟนแล้วแน่เลยก็ไม่เข้าไปจีบ
    เหมือนเพื่อนผม เขาน่าตาดี แต่ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่มีแฟน เพราะคนอื่นเขาคิดว่าเธอมีแฟนแล้ว ทั้งๆที่เธออยากจะติดป้ายบอกด้วยซ้ำว่าเธอไม่มีแฟน แต่ก็ทำไม่ได้
    และผมก็ไม่รู้ด้วยว่าจะแนะนำเธอยังไงดี เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า มองยังไงถึงจะรู้ว่าเธอยังไม่มีแฟน และผมก็คิดว่าผู้ชายส่วนใหญ่ ก็ยังไม่รู้ด้วยเหมือนกัน ใครมีวิธีดูว่าผู้หญิงคนนั้นมีแฟนแล้วหรือยัง ช่วยบอกกันบ้างนะครับ เพราะว่าผมจะได้รู้ด้วย และจะได้แนะนำเพื่อนผมด้วย เป็นบุญทั้งคู่เลยครับ

    เวลาไหนที่เราสมควรจะมีรัก

    มันเป็นคำถามที่ยังคาใจผมอยู่ทุกวันนี้ ว่าผมพร้อมแค่ไหนแล้วที่จะมีความรัก ตอนสมัยเป็นวัยรุ่นผมว่าน้อยคนนักที่จะคิดถึงเรื่องนี้ เพราะทุกคนยังไม่มีภาระ ไม่มีอะไรจะต้องคิดมาก เราจึงเห็นวัยรุ่นที่คบกันอยู่แทบจะทุกคน แต่หากว่าคุณได้อยู่รุ่นเดียวกับผม ผมว่าคุณก็ต้องคิดบ้างไม่มากก็น้อย
    ในมุมมองของผมนั้น ทุกวันนี้ผมทำธุรกิจนึงอยู่ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นธุรกิจที่ไม่โตและไม่ยั่งยืน ผมจึงพยายามที่จะทำธุรกิจอื่นที่มันมีอนาคต ทุกวันนี้มันก็เลยมีความเครียดอยู่ เพราะผมคิดว่าถ้าธุรกิจผมพร้อม และผมมีความรักนั้นทุกอย่างก็จะดีไปหมด แต่บางคนก็บอกผมว่าให้มีความรักไปเลย เพราะทุกคนไม่รู้หรอกว่าตัวเองพร้อมที่สุดเมื่อไหร่ ทุกวันนี้มันก็เลยทำให้ผมสับสนอยู่เหมือนกัน ถ้าเป็นเพื่อนๆล่ะ จะคิดว่ายังไง

    การจะทำให้คนรักมันง่ายกว่าการที่จะทำให้อยู่กันได้นาน

    การที่เราจะทำให้คนๆนึงรักเรามันไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะว่าเมื่อคนเราได้อยู่ร่วมกัน มันจะทำให้เกิดความรู้สึกของความใกล้ชิดกัน และเมื่อแรกเริ่มของทุกคู่จะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกที่ดี จะไม่แสดงอาการหรือนิสัยที่แท้จริงออกมา และจะจบลงด้วยการเป็นแฟนกัน แต่สิ่งที่ยากยิ่งนั่นก็คือ การที่เมื่อเราเป็นแฟนกันแล้ว แทบจะทุกคู่จะเริ่มแสดงนิสัยที่แท้จริงออกมา และอาจจะเกิดการทะเลาะกัน หรือเกิดการรับไม่ได้ขึ้นมา หากบางคู่หันมาเปลี่ยนแปลงโดยการเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง ก็จะทำให้อยู่กันได้นานขึ้น แต่นั่นก็เป็นเรื่องยากอีกเหมือนกัน เพราะต่างคนก็ต่างเกิดมาในพื้นฐานที่ต่างกัน แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถปรับเปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ถ้าคุณเป็นคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ คุณก็ควรที่จะมีความรักแล้วล่ะ

    ธุรกิจขายส่ง

    วันนี้ผมก็จะมาบอกเล่าถึงธุรกิจการขายส่งที่ทุกคนอาจจะบอกว่าดี แต่สำหรับผมมองว่า มันดีสำหรับบางธุรกิจเท่านั้น ไม่ได้ดีไปหมดทุกอย่าง อย่างผมยกตัวอย่างการขายส่งเสื้อผ้าแถวโบ๊เบ๊ ที่เห็นคนแบกผ้าเข็นผ้าหนักๆกัน คุณเชื่อไหมว่าเขาได้กำไรตัวละไม่กี่ตังค์เอง แต่ต้องแบกกันหนักขนาดนั้น จริงๆแล้วถ้าเป็นสมัยก่อนกำไรดีเพราะไม่ค่อยมีคู่แข็ง เลยได้ราคา แต่ในปัจจุบันนั้น คู่แข่งมากมายผลสุดท้ายต้องมาสู้กันที่ราคา เลยได้ไม่มากเหมือนเมื่อก่อน
    บางคนก็บอกผมว่าขายส่งทำให้เราผลิตของได้เป็นจำนวนมาก ทำให้ได้ราคาถูก แต่คำว่ามากของคุณคือเท่าไหร่กันล่ะ เมื่อคุณผลิตมากก็ต้องหาทางระบายของออกไปให้ได้เร็วและก็มากที่สุดด้วย และที่สำคัญคุณก็ต้องดูว่าช่วงนั้นเศรษฐกิจเป็นยังไงด้วย อย่างเช่นคุณผลิตของมา โรงงานก็ให้เครดิตคุณ คุณก็ต้องให้เครดิตลูกค้า เพราะกลัวว่าลูกค้าจะไปเอาของเจ้าอื่น เพราะนิสัยคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ เช่นร้านนั้นให้เครดิต 1 เดือนแต่ของแพงกว่าไม่กี่บาท ส่วนอีกร้านของถูกกว่าไม่กี่บาทแต่เก็บเงินสด ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็อยากเลือกเอาเครดิต เพราะว่าเอาของไปขายก่อนแล้วค่อยจ่ายเงิน และพอคุณให้เครดิตลูกค้าไปหลายราย ของคุณก็เริ่มทยอยออกจากจุดของคุณไปยังหลายๆจุด อาจจะไม่ถึง 2 อาทิตย์ คุณก็ต้องทำการผลิตของขึ้นมาใหม่เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือก พอของใหม่ผลิตออกมา ก็จะมีสต๊อกของเก่าอยู่ส่วนนึง ซึ่งนั่นก็คือต้นทุนจม เพราะอัตราการออกของเก่านั้นน้อยมากหรือแทบจะำไม่มี ยกเว้นแต่ซื้อของใหม่และลดราคาของเก่า จากนั้นพอครบ 1 เดือนโรงงานก็จะมาเก็บเงินของสินค้างวดแรกที่ครบดิว คุณก็ไปทำการเก็บเงินจากลูกค้าของคุณหลายราย โดยที่บางรายก็ดึงเวลาบ้าง ให้ช้าบ้าง ไม่ให้บ้าง ไม่รับสายบ้าง อ้างสารพัดปัญหาบ้าง โดยคุณอาจได้ไม่ครบ หรือกว่าจะได้มาคุณก็ต้องสำรองจ่ายโรงงานไปก่อน เพราะถ้าคุณไม่จ่ายเขาก็ไม่ทำการผลิตของให้คุณ
    และเมื่อพอคุณทำไปนานๆเข้า คุณก็จะพบปัญหาต่างๆมากมาย เช่นของเหลือสต๊อก ลูกค้าเบี๊ยว เช็คเด้ง ของลอกเลียนแบบจากจีน และผลสุดท้าย แทนที่คุณจะได้เงินสดอยู่ในมือ กลับกลายเป็นว่าคุณมีแต่ของท่วมหัว เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าขายส่งจะดีเสมอไป
    แต่ก็ใช่ว่าการขายส่งจะไม่ดีเสมอไป เหมือนที่ผมบอกว่าถ้าธุรกิจนั้น คู่แข่งน้อย มีความสามารถเฉพาะตัวที่ยากต่อการเลียนแบบ ของหายาก มีตลาดกว้าง ก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้ครับ

    เหมือนว่าจะได้งานดี

    อันนี้เป็นเรื่องของเพื่อนผมคนนึงนะครับ ที่จะเล่าเพราะว่าจะได้เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะดีแต่อาจจะไม่ดีก็ได้ เพื่อให้เพื่อนๆนั้นควรอย่างยิ่งที่จะทำอะไรนั้นก็ควรจะมีแผนสำรองเอาไว้ด้วย เพราะหากว่าเมื่อถึงเวลาแล้ว จะคิดอะไรไม่ออกเพราะมันตันไปหมด
    เรื่องก็มีอยู่ว่า เพื่อนผมเมื่อก่อนนั้นทำงานอยู่แผนกจัดซื้อของ family mart เงินเดือนก็ได้อยู่ประมาณ 20000 กว่าๆ แล้วก็ย้ายงานไปอยู่ที่แผนกจัดซื้อเหมือนกัน แต่เป็นที่ jet หรือ jiffy และก็ได้เงินเดือนมากกว่าคือ 4 หมื่น มันก็ดูเหมือนว่าดีนะ เพราะว่าได้เงินเดือนสูงขึ้น ทำงานกับบริษัทฝรั่งด้วย มีสวัสดิการ โบนัสอีก
    แต่แล้วเรื่องก็มาเกิดขึ้น เนื่องจากปั๊ม jet นั้นไม่มีโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตนเอง ถ้าคิดในอนาคตแล้ว สู้บริษัทน้ำมันจากต่างประเทศที่เข้ามาเปิดในไทยไม่ได้ และมันก็เข้ามาแล้วด้วย นั้นก็คือ petonus , shafron (ไม่แน่ใจสะกดถูกหรือเปล่า) โดยกำไรส่วนใหญ่ของเจ็ทนั้นได้มาจากร้านสะดวกซื้อ jiffy ต่้อมาข่าววงในก็เกิดขึ้น เมื่อมีการตกลงซื้อขายกิจการกัน โดยข่าววงในระบุว่า เชฟรอนเข้าเทคเจ็ท และก่อนหน้านี้ก็เทค คาร์เท็คไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อฝ่ายจัดซื้อรู้ข่าวก็เกิดความรู้สึกว่าเขาคงไม่เอาแผนกจัดซื้อไว้ เพราะว่าที่คาร์เท็คนั้นก็มีร้านสะดวกซื้อและมีโลจิสติกหรือระบบการขนส่งสินค้า แต่เจ็ทหรือจิฟฟีไม่มี แต่ล่าสุดไ้้่้้้้ด้ข่าวว่าเขาไม่เอาทั้งคาร์เท็ค และจิฟฟี แต่ไปโคกับกลุ่มเซ็นทรัลแทน
    เพราะฉะนั้นตอนนี้ที่รู้ๆก็คือ แผนกจัดซื้อนั้นต้องปิดอย่างแน่นอน คำถามตามมาก็คือ ตอนนี้เพื่อนผมก็อายุ31ปี แล้วต้องออกจากงานเพื่อไปทำงานในที่แห่งใหม่นั้น มันดูยากมาก เพราะว่าคนจบก็เยอะ คนจบใหม่นั้นมีความสามารถสูง และอายุ31นั้น ก็มากพอที่บริษัททั่วไปจะไม่ค่อยรับ และด้วยเงินเดือนที่สูงนั้น จะทำใจไปรับเงินเดือนที่ต่ำกว่านั้นได้หรือไม่ และอีกอย่างเพื่อนผมก็จบมาทางด้านเลขานุการ ซึ่งไม่ใช่งานที่ขาดแครนเลย
    ซึ่งสิ่งที่ผมอยากจะบอกเพื่อนๆนะครับ ว่าในสภาวะเช่นนี้ ทำอะไรควรต้องมีแผนสำรอง อย่างเช่นทำงานประจำอยู่ อาจจะรับงานนอกทำ หรือทำงานอยู่ ก็เก็บเงินเอาไว้ อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย พอถึงเวลามีปัญหาก็เอาเงินไปลงทุนทำธุรกิจส่วนต้วได้ เพราะตอนนี้คุณอาจได้เงินเดือนสูงแต่สักวันนึงอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เหมือนเพื่อนผมอีกคน ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด ได้เงินเดือน 6 หมื่นกว่า แต่ไม่มีเงินเก็บ ผมเคยได้คุยถึงสาเหตุก็ปรากฏว่า ให้แม่ 2 หมื่น จ่ายงวดค่าบ้านหมื่นห้า ใช้ส่วนตัวทั้งเรื่องเที่ยวกินใช้เดือนละ 2 หมื่นกว่า ก็เลยไม่มีเหลือ (มันจะเที่ยวไปทำไม) ก็ฝากเพื่อนๆไว้นะครับ

     และข่าวล่าสุด ผู้ที่เทคเจ็ทไปนั้นก็คือ ปตท นั่นเอง (ผู้ถือหุ้นเป็นพวก ทษ)

    เมื่อเศรษฐิจแย่ลง ธุรกิจจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง

    ก่อนหน้านี้ ผมก็ได้มีบทความในการทำงานล่าสุด ซึ่งผมไม่ได้อัพเดทมานานเหมือนกัน เหตุเนื่องมาจากเหตุผลต่างๆที่ผมกำลังจะบอกให้เพื่อนๆฟัง นั่นก็คือ
    ในปัจจุบันนั้นเศรษฐกิจแย่ลงอย่างมาก ตอนนี้ที่เห็นจะๆนั่นก็คือมีการเพิ่มจำนวนของคนขายของมากขึ้น อาจเป็นเพราะมันเป็นธุรกิจที่ทำง่าย ลงทุนน้อยก็ได้ และผลที่ตามมานั่นก็คือ ไม่มีคนซื้อ เพราะตอนนี้คนไม่ต้องการใช้จ่ายในสิ่งที่ฟุ่มเฟือย และหนึ่งในสินค้าฟุ่มเฟือยที่ผมได้เคยทำนั่นก็คือ ซีดีเพลง
    ในโลกเราในปัจจุบันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมของคนนั้นก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน อย่างเช่นคนในเมืองนั้นจะเปลี่ยนเร็วกว่าคนต่างจังหวัด อย่างร้านล้างรูปก็จะไม่ค่อยมีคนใช้บริการมากนัก เพราะสามารถพิมพ์เองได้ หรือไม่ก็เก็บเอาไว้ในมือถือ ทำให้ร้านถ่ายรูปเริ่มแย่ อย่างบริษัท ฟูจิ นั้นก็เห็นอนาคตของตัวเอง ก็เลยไม่ผลิตฟิลม์เพื่อขายให้กับกล้อง แต่ผลิตฟิลม์เพื่อใช้ในวงการแพทย์ อย่างเช่นฟิลม์เอ็กซเลย์ และล่าสุดก็หันไปลงทุนเพิ่มในด้านการผลิตและวิจัยยารักษาโรค ไม่แน่อีกหน่อยอาจจะเห็นร้านฟูจิ drug store ก็ได้ อย่างเครื่องเล่นวอร์คแมนก็กลายเป็นไอพ๊อด อย่างขายเพลงในรูปแบบซีดีก็เป็นการโหลดทางเน็ต ที่กล่าวมาบางส่วนก็ทำให้เพื่อนๆมองเห็นการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจเดิมๆ ที่ครั้งนึงอาจจะดูดี แต่เมื่อเวลามาถึงก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง หากธุรกิจไหนไม่สามารถปรับตัวได้ก็จะเป็นผู้แพ้ในที่สุด
    ตอนนี้ผมก็จะมาเล่าถึงธุรกิจที่ผมก่อนหน้านี้ผมทำอยู่ นั่นก็คือ การผลิดซีดีเพลงสากลส่ง (ผลิตเสร็จก็ส่งให้ร้านที่ขายอยู่นำไปขายต่อในราคาส่ง) และหลังจากเศรษฐกิจแย่ ซีดีถูกจัดอยู่ในสินค้าฟุ่มเฟือย คือซื้อก็ได้ ไม่ซื้อก็ได้ ก็เลยได้รู้ถึงยอดขายที่ได้ตกต่ำมาก และดูแล้วไม่คุ้มค่ากับการทำอีกต่อไป บวกกับทุกวันนี้ การจะหาเพลงนั้นทำได้ง่ายมาก เพราะผมก็ใช้วิธีนั้นทำ บางครั้งผมสอนพี่ชายแค่5นาทีก็ทำได้แล้ว และนั่้นก็เป็นเหตุผลที่คนไม่จำเป็นต้องซื้อซีดี
    ผมก็เลยตัดสินใจที่จะออกจากวงการซีดีเถื่อนนี้ไปเลย โดยที่อยู่ในวงการนี้มาก็4-5ปี และคิดว่ามันน่าถึงเวลาที่เราควรทำธุรกิจที่ถูกกฏหมายได้แล้ว และธุรกิจต่อจากนี้ซึ่งผมได้เริ่มไปแล้ว 50% นั่นก็คือการทำเว็บไซด์ เกี่ยวกับทางด้านดนตรีเพลงสากล และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ผมไม่มีเวลาเข้ามาเขียนบทความ และถ้าถึงเวลาเสร็จเมื่อไหร่ ผมก็จะมาบอกเพื่อนๆ และหวังว่าเพื่อนๆจะเข้ามาที่เว็บผมนะครับ (ฟรีทุกอย่าง)
    แต่ผมจะบอกคร่าวๆถึงรายละเอียดเกี่ยวกับทางเว็บที่มีให้บริการก็คือ ฟังเพลงสากลฟรี มีเนื้อเพลงทั้งเก่าใหม่มากกว่า 5หมื่นเพลง มีบทความทางด้านคอมและธุรกิจการลงทุนด้วย และอื่นๆอีกมากมาย และพบกับการอัพเดทครั้งต่อไปนะครับ ขอบคุณ

    ธุรกิจเก่าแต่เปลี่ยนวิธีการใหม่ กำไรอย่างเดียว

    ก่อนหน้านี้ผมได้เคยลงเรื่องการผลิตซีดีเถื่อนแล้วนะครับ และผมก็เคยบอกว่าเมื่อก่อนผมก็เคยมีร้านเป็นของตนเอง แต่เมื่อผมเห็นว่าค่าใช้จ่ายมันสูงเกินไป แต่รายได้กลับสวนทางกัน เพราะผู้บริโภคคิดว่ามันเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร ทำให้รายได้ต่อเดือนไม่เพียงพอ ผมจึงเลิกขายมัน แต่พอผมมานั่งคิดอีกที เพราะว่าเมื่อก่อนผมก็เคยขายส่งอยู่ มีลูกค้าอยู่ในมือแล้ว แล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องมีร้านก็ได้ เพราะว่าแค่มีหน้าร้านก็ต้องเสียค่าเช่าร้านเดือนละ 30000 เสียค่าใต้โต๊ะเดือนละ 30000 ยังไม่รวมค่าลูกน้อง ค่าของที่ต้องทำขึ้นมาหรือซื้อมาเพื่อให้ดูว่ามีสินค้าหลากหลาย อย่างน้อยสุดวันนึงก็ต้องขายไม่ต่ำกว่า 4000 บาท (เป็นแค่ต้นทุนนะ)
    ผมก็เลยจัดการผลิตขึ้นมา (แต่ที่ผมผลิตขึ้นมาเป็นแผ่นปั๊ม ไม่ใช่แผ่นไลท์ มันถึงจะส่งได้) แล้วก็จัดการส่งให้ลูกค้า โดยที่อัลบั๊มนึงผมใช้เวลาทำแค่ 2 วันก็เสร็จ และก็ส่งลูกค้าภายในวันเดียว โดยที่ผมไม่ต้องมีสต๊อคของ เพราะถ้าหมดก็เริ่มทำตัวใหม่ต่อเลย และผมก็มีค่าใช้จ่ายแค่ค่าน้ำมันรถที่ไปส่งให้ลูกค้าเท่านั้น ปรากฏว่าเดือนนึงผมสามารถทำกำไรได้ 32000 โดยที่ไม่ต้องมีลูกน้อง ไม่ต้องจ่ายใต้โต๊ะ ไม่ต้องเสียค่าเช่า ได้ก็ได้คนเดียว และไม่เหนื่อยด้วย และผมก็สามารถเอาเวลาไปทำงานอื่นได้อีกด้วย แต่อัลบั๊มที่ผมทำนั้น ผมคิดว่าในตลาดณ.ตอนนี้ผมทำดีกว่าคนอื่น ซึ่งมันก็เลยทำให้ผมได้เปรียบกว่าคนอื่น
    ที่ผมเขียนมาเล่าให้เพื่อนๆอ่าน ก็อยากให้เพื่อนๆอ่านแล้วอาจจะเกิดไอเดีย หรือนำไปพลิกแพลงในกิจการที่เราทำอยู่ว่าอาจจะมีวิธีที่ดีกว่ามั๊ย และดูว่าเราเก่งทางด้านไหน ก็ดึงความสามารถอันนั้นออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ขอบคุณที่กรุณาอ่าน

    การทำร้านลูกชิ้นปิ้ง ขายได้วันละ 2000 ไม้ แต่ขาดทุน??

    ตอนนี้ผมต้องไปช่วยเพื่อนผมจัดการระบบของร้านลูกชิ้นปิ้ง เพราะว่าขายได้วันละ 2000 ไม้ แต่กับขาดทุน
    ไม่ว่าพอใครได้ยินแล้วก็คง"งง" ขายหมดทุนวันแล้วทำไมถึงขาดทุน ผมก็เลยเข้าไปขอรายละเอียดทั้งหมดว่าเป็นยังไงบ้าง โดยที่เพื่อนผมนั้นให้ลูกน้องดูแลให้หมดเลย ก็เลยต้องไปขอรายละเอียดกับลูกน้องเขา แต่ปรากฏว่าทำระบบได้หลวมมาก เพราะว่าตอนนี้เปิดเป็น 2 ร้าน ร้านนึงขายได้วันละ 2000 ไม้ อีกร้านขายได้แค่ 800 ไม้เอง แล้วทำไมถึงได้ขาดทุนล่ะ และผมก็ถามว่า จุดคุ้มทุนอยู่ที่กี่ไม้ เขาก็บอกว่า 600 ไม้ โดยเอาต้นทุนคงที่รวม หารด้วยกำไรต่อไม้ อย่างเช่นลูกจ้าง 2 คน คนละ 300 บาท ก็จะได้ 600 และกำไรต่อไม้เท่ากับ 1 บาท เพราะฉะนั้นก็จะได้ 600
    และพอผมเข้ามาศึกษาสักพัก ปรากฏว่า ผมกลับพบว่าจุดคุ้มทุนนั้นไม่ได้อยู่ที่ 600 ไม้ แต่อยู่ที่ 1600-1700 ไม้ เพราะตอนแรกผมนึกว่าน้ำจิ้มไม่แพง แต่พอผมถามพนักงานขายว่า 2000 ไม้ใช้น้ำจิ้มเท่าไหร่ เขาบอกว่า เผ็ด 10 โล หวาน 10 โล ผมก็เลยมาดูราคา ก็พบว่า เผ็ดนั้นโลละ 70 หวาน 30 ก็แสดงว่าเราใช้ในวันนึงสำหรับขาย 2000 ไม้ ก็จะใช้เผ็ด 700+300 เท่ากับวันละ 1000 บาท เมื่อบวกกับค่าแรง 600 (ดีนะค่าที่ไม่เสีย) จะได้เท่ากับ 1600 ไม้ซึ่งยังไม่รวมค่าถ่าน ถุง ไม้ และอื่นๆ เพราะฉะนั้นวันไหนขายได้ต่ำกว่า 1600 นั่นก็คือขาดทุนนั่นเอง ส่วนอีกร้านยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะขายได้ 800 ไม้เท่านั้นซึ่งขาดทุนแน่นอน เพราะมีค่าจ้าง 500 ค่าที่ 200 ค่าน้ำจิ้ม 600 เป็นคุ้มทุนที่ 500+200+600 เท่ากับ 1300 แต่ขายได้ 800 วันนึงจึงขาดทุน วันละ 500 ก็เลยเอากำไรอีกร้านนึงมาโปะมัน
    ผมเลยรีบแจ้งข่าวให้เพื่อนผมรู้ว่าให้ควรกดราคาน้ำจิ้มให้ได้ หรือหาวิธีการที่เราจะได้น้ำจิ้มที่ถูกกว่านี้ ไม่งั้นตายแน่ ก็เลยไปคุยกับเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งที่สนิทกัน เขาก็เต็มใจช่วยโดยการให้พ่อครัวของเขาช่วยทำแต่เราแค่ออกค่าวัตถุดิบเท่านั้น ส่วนค่าแรงเขาไม่เอา ก็เลยแก้ไขไปได้ส่วนนึง แต่ตอนนี้ก็ต้องมาดูในเดือนนี้อีกที เพราะว่าผมไม่มีข้อมูลการใช้ทั่วไป เช่นถุง ถ่าน เพราะลูกน้องเขาไม่ได้จดเอาไว้เลยว่าใช้อะไรไปเท่าไหร่ (คร่าวๆก็ยังดีแต่ไม่มีเลย) ก็เลยต้องเริ่มจดกันใหม่เดือนหน้านี้ เราจะได้รู้ต้นทุนที่แท้จริง
    เขาถึงว่าจะทำอะไร เราต้องทำเองก่อน หรือวางระบบให้ดีซะก่อน แล้วค่อยให้คนอื่นดู เพราะถ้าเขามาดูช้ากว่านี้ ขาดทุนมากกว่านี้แน่ เพราะตอนแรกที่ยังไม่เข้ามาดู ยังไม่รู้เลยว่าขาดทุน เฮ้อ....

    น่าสงสารยูเนี่ยนมอล์

    ผมได้มีโอกาสได้พูดคุยกับพ่อค้าที่ไปเซ้งห้องเช่าที่ยูเนี่ยนมอล์ ปรากฏว่ามีแต่คนบ่นว่าไม่มีคนอย่างเดียวเลย ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้นไปได้ เพราะว่าคนที่เป็นเจ้าของ ก็เป็นคนเดียวกับที่ โบนันซ่าตรงมาบุญครองเลยนะ เท่าที่ผมลองมาวิเคราะห์ดูนะ ผมว่าอย่างแรกคือเงินเขาไม่หนาพอ เพราะว่าตอนที่เขาเปิดให้จองนั้น เขาก็ให้คนจองทยอยจ่ายค่าเซ้งเลยก่อนที่ห้างจะเสร็จด้วย เหมือนกับการจองบ้านก่อนที่จะสร้างเสร็จเลย พอถึงเวลาเขาก็เลยไม่มีงบในการโปรโมทให้เป็นที่รู้จัก อย่างที่สอง เขาไม่มีจุดขาย อย่างเช่นห้างอื่นๆ อย่างเช่น พันธ์ทิพย์ก็เป็นห้างไอที เพลทินั่มก็เป็นห้างขายเสื้อผ้าราคาถูก เพราะว่ายูเนี่ยนมอล์ก็คือห้างทั่วไป ไม่ได้โดดเด่นมากมาย จึงไม่รู้ว่าจะชูจุดขายได้ยังไง อย่างที่สาม ผมว่าจังหวะการเปิดตัวนั้นถูกสยามพารากอนกลบหมด เพราะมีแต่คนพูดถึงแต่สยามพารากอนอย่างเดียวเลย บางคนยังไม่รู้จักยูเนี่ยมอล์เลยด้วยซ้ำ มีแต่รู้จักแต่สยามพารากอน ขนาดคนต่างจังหวัดที่ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพยังรู้จักเลย อย่างที่สี่ คือเรืองการเดินทาง เพราะว่ารถตู้ก็ไม่มี ถึงมีรถไฟใต้ดิน แต่ก็ไม่มีการประชาสัมพันธ์ว่าขึ้นทางไหน เพราะส่วนใหญ่คนจะขึ้นทางลาดพร้าวมากกว่า ก็เลยไม่รู้จะไปขึ้นทางยูเนี่ยนทำไม และสายรถเมลล์ก็น้อยกว่าต่างหาก ถึงแม้ว่าจะมีสายรถเมลล์วิ่งมาทางยูเนี่ยน แต่คนก็คิดว่าถ้าขึ้นทางลาดพร้าวอาจจะได้ที่นั่ง เพราะว่าเป็นป้ายก่อน ยูเนี่ยนป้ายนึง ที่ผมวิเคราะห็มานั้นเป็นเหตุผลส่วนตัวเท่านั้น อาจจะมีคนอื่นที่วิเคราะห์ออกมาได้ดีกว่าหรือมากกว่าผม ยังไงก็ช่วยบอกกันบ้างนะครับ เพราะว่าผมคิดว่าหลายหัวก็ย่อมดีกว่าหัวเดียวแน่นอน

     

    เศษฐกิจในปีนี้

    ผมว่าหากคุณเป็นคนที่ขายของอยู่คนหนึ่ง คุณจะรู้สึกว่าทำไมนะ ทั้งๆที่รัฐบาลก็จ่ายเงินให้ imf แล้ว และก็มาบอกเราว่า gdp นั้นโตเท่านั้นเท่านี้ แต่ทำไมถึงยังรู้สึกว่า มันขายของยากขึ้น หรือแม้กระทั่งว่าธนาคารก็ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจ sme แล้ว ทำไมถึงยังยอดตกอยู่
    เท่าที่ผมมีประสบการ์ณขายของมา ผมว่ามันเป็นเพราะว่ารัฐต้องการให้คนมีการใช้จ่ายมากขึ้น จึงได้ปล่อยสินเชื่อออกมาให้คนทำมาค้าขายมากขึ้น ธนาคารก็จะได้ดอกเบี้ย และเมื่อคนสามารถทำธุรกิจแล้วก็จะมีเงินไว้ใช้จ่าย แต่รู้ไหมครับว่าทุกวันนี้มีคนขายมากกว่าคนซื้อเสียอีก แล้วลองคิดดูว่าจะขายใครล่ะครับ
    และเมื่อคุณกู้เงินมา แน่นอนคุณก็ต้องจ่ายดอกเบี้ย แล้วแทนที่คุณจะเอาเงินมาซื้อของ คงไม่มีแน่นอน นอกเสียจากว่าคุณจะซื้อเฉพาะของใช้ส่วนตัวเท่านั้น
    ลองดูสิครับว่าตอนนี้ก็มีที่ขายของผุดกันเป็นดอกเห็ด เช่น platinum fasion mall, union mall, century mall, siam palagon, world trade center ปรับปรุงใหม่ และก็อีกหลายแห่งที่ยังไม่พูดถึง
    ผมว่าต่อไปขายของยากแน่นอน คุณล่ะว่ายังไง