k's profileMedia, Funny, Comedy, En...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
May 21 magazineวัันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับการทำหนังสือแม็กกาซีน เรื่องก็มีอยู่ว่า เคยสงสัยหรือเปล่าว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้าไปในร้านหนังสือ แล้วยืนอ่านหนังสือแม็กกาซีนนั้น ยืนดูฟรีแล้วไม่ได้ซื้อไป แต่ทำไมนะ พวกแม็กกาซีนก็ยังออกมาเยอะมาก มันไม่เจ๊งหรือยังไง วันนี้ผมก็จะมาบอกว่าสาเหตุอะไรที่มันไม่เจ๊ง และพยายามที่จะออกมากันมาก นั่นก็เพราะว่ามันมีโฆษณาอยู่นั่นเอง ซึ่งค่าโฆษณาที่หนังสือแต่ละเล่มได้มานั้น ไม่ว่าจะได้มาจากทาง ad หรือ มาจากการสัมภาษณ์ต่างๆ ก็ถือว่าได้ทั้งกำไรและต้นทุนค่าพิมพ์เรียบร้อยแล้ว ส่วนถ้าหากว่าขายได้ก็ถือว่ามันเป็นกำไรส่วนเกินไป โดยที่ทางผู้มาลงโฆษณานั้นก็ไม่ได้สนใจว่าคุณจะขายได้กี่เล่ม สิ่งที่เข้าต้องการก็คือ มีคนยืนอ่านฟรีแล้วเห็นโฆษณาเขาเท่าไหร่เท่านั้น อย่างเช่นว่าถ้าผมต้องการไปลงโฆษณาแล้ว ผมก็ไม่สนใจหรอกว่าเขาจะขายได้กี่เล่ม แต่ที่ผมสนใจก็คือหลักการทำการตลาดว่า เขาสามารถกระจายสินค้าได้ทั้งหมดกี่ที่ๆละเท่าไหร่ แล้วยอดขายเพิ่มขึ้นหรือไม่เท่านั้น และก็จะสังเกตว่าพวกแม็กกาซีนนั้นก็ไม่เหมือนหนังสือ เพราะว่าแม็กกาซีนนั้นมีวันหมดอายุ เพราะว่าส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวที่มีการอัพเดทตลอดเวลา บางเล่มของเดือนที่แล้วก็เป็นเรื่องเก่าสำหรับเดือนนี้ เพราะฉะนั้นก็จะมีเล่มใหม่ออกมาเสมอ หรือที่เห็นกันว่ามันเยอะมาก สำหรับใครที่สนใจอยากทำนิตยสารออกมานั้น ควรที่จะต้องหาสปอนเซอร์ให้ได้ก่อน เพราะว่าค่าพิมพ์นั้นแพงเหมือนกัน ยิ่งถ้าเป็นสี่สีแล้วแพงมาก และยังขึ้นอยู่กับจำนวนพิมพ์อีกด้วย ขอบคุณที่สละเวลาอ่านครับ ธุรกิจที่ทำกำไร แต่เอาเปรียบผู้อื่น วันนี้ผมจะมาเล่าถึงธุรกิจหนึ่งซึ่งสามารถทำเงินได้อย่างง่ายดาย แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นการเอาเปรียบคนอื่น หรือว่าจะเรียกว่า เสือนอนกินก็ได้ และโดยปกติแล้วเขาจะไม่เอามาเล่าให้ฟังกันถึงธุรกิจต่างๆ เพราะเป็นความลับทางธุรกิจ (ไม่สมควรบอก ทำเองดีกว่า) แต่เพราะว่ามันเป็นธุรกิจที่เอาเปรียบ ซึ่งทำไปมันก็ไม่ดีกับตัวเราเอง ก็เอามาเล่าดีกว่า ไม่อยากหลอกคนอื่น นั่นก็คือ ธุรกิจ property มันเป็นธุรกิจที่รับฝากขายบ้านที่ดินต่างๆ โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนขายให้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะจะได้มีคนเอามาฝากเยอะๆ แต่ก็คุ้ม เพราะ.... เดี๋ยวเล่าให้ฟัง) แต่รายได้นั้นมาจาก เมื่อได้มีการขายได้แล้วนั้น ทางธุรกิจนี้ก็จะขอส่วนแบ่ง 3% จากยอดขาย ซึ่งก็มาก เพราะส่วนใหญ่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ดินหรือบ้าน ราคาก็น่าจะอยู่ 5 แสนบ้าง 1 ล้านบ้าง ถ้าฟรุ๊คก็อาจได้ที่ดินประมาณ 10 ล้าน ลองคิดดูว่า 3% ของ 1 ล้านก็เท่ากับ 3 หมื่นนะ วิธีการของบริษัทแบบนี้ก็ง่ายมาก (ถ้าใครอยากเอาไปใช้ก็ไม่ว่ากันหรอก) คือ จ้างคนเขียนเว็บขึ้นมาไม่กี่หมื่น จากนั้นก็จ้างเซลวิ่งไปดูที่หรือบ้านที่ต่างๆ จดเบอร์โทรเจ้าของมา ให้ได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 30-50 ที่ แล้วก็โทรไปหาเจ้าของ ฟอร์มว่าเราเป็นบริษัทตัวแทนขายที่ใหญ่ที่สุด (มันไม่รู้หรอกว่าเพิ่งเปิด) และถ้าฝากขายจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แล้วก็บอกว่าเรามีเว็บไซด์เป็นของตัวเอง และได้มีการโฆษณาในหนังสือซึ่งในเมืองไทยมีแค่ 2 เล่มที่เกี่ยวกับซื้อขายบ้านและที่ดิน (หนังสือนี้ออกเดือนละครั้ง เพราะฉะนั้นค่าโฆษณาที่บริษัทเสียก็ไม่แพง เพราะเป็นแบบเหมาจ่าย เดือนละไม่กี่หมื่นเท่านั้น แต่ลงได้เต็มหน้า (ก็คือการเอาสินค้าที่คิดว่าจะขายได้ หลายๆอันมาลง เพื่อขายได้จะได้เอาค่าคอมมิชชั่น หรือเอาเงินคนอื่นมาจ่ายนั่นเอง)) พอคนเริ่มติดกับก็จะเอาที่หรือบ้านมาฝาก แล้วก็เริ่มมีการทำสัญญาซึ่งสัญญานี้จะผูกมัดคนขาย โดยมีกำหนดระยะเวลา (ถ้ากำหนดว่าภายใน 6 เดือน แสดงว่าภายใน 6 เดือนนั้นไม่สามารถที่จะให้ตัวแทนจากที่อื่นทำการขายให้ เหมือนกับว่าต้องให้บริษัทนี้แห่งเดียวเท่านั้น) พร้อมกับไปเอาป้ายของผู้ขายออก เพื่อที่จะเอาป้ายของบริษัทไปปัก ซึ่งป้ายที่ไปปักนั้นก็ไม่กี่ตังค์ ลองคิดดูว่าถ้าสมมติว่าให้เซลล์วิ่งไปหาที่ (จริงๆมีหลายวิธีในการหาที่ๆจะขาย) สมมติได้สัก 50 ที่ซึ่งน้อยมาก แล้วก็นั่งรอโทรศัพท์มา พอคนสนใจก็พาไปดูที่ สมมุติว่าเดือนนึงเกิดการขายได้ อย่างน้อย 3 ที่ได้ค่าคอมที่ละ 3 หมื่น ก็เป็น 9 หมื่นต่อเดือนก็อยู่ได้แล้วล่ะ แต่ที่มันเอาเปรียบก็เพราะว่า มันนอนอยู่บ้านรับโทรศัพท์ แล้วพอคนสนใจมันก็ออกจากบ้าน แล้วขายได้ไม่ได้ มันก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะสัญญาก็จะผูกมัดไม่ให้คนที่ต้องการขาย ขายเอง หรือ ให้คนอื่นมาขาย พอหมดสัญญามันก็ไม่ได้รับผิดชอบอะไร และบริษัทพวกนี้ก็เปิดกันง่าย แค่เปิดบริษัทและระบุวัตถุประสงค์ว่าต้องการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นก็เปิดได้แล้ว มันไม่เหมือนที่เมืองนอกที่ต้องมีการสอบใบก่อน ผมเลยเห็นว่ามันเป็นธุรกิจที่เอาเปรียบคนขาย เพราะคนขายเขาต้องการขาย และต้องการขายให้เร็ว ก็เลยเชื่อพวกนี้ แต่พอขายไม่ได้ ก็เสียเวลาไปหลายเดือน ก็ต้องไปโดนบริษัทอื่นหลอกอีก แต่ก็อาจจะมีคนมาบอกว่าบางที่ก็ขายได้ไม่ใช่หรือ ใช่บางที่ขายได้ เพราะว่ามันลงไป 500 ที่จะขายไม่ได้เลย ก็ต้องบอกว่าบ้าแล้ว และอาจเป็นที่ๆทำเลดีขายง่ายอยู่แล้วด้วย แต่ถ้าธุรกิจประเภทนี้ยังไม่ปรับปรุงตัวเอง ถึงเวลาก็อาจเหมือน MLM ที่ทุกวันนี้เขารู้แกวกันหมดแล้ว ขอบคุณที่อ่าน May 18 เรื่องของบริษัทจัดหางาน วันนี้จะมาเล่าเรื่องของบริษัทจัดหางานแห่งหนึ่ง แต่ไม่ขอเอ่ยชื่อเพราะว่าเหมือนกันหมดทุกบริษัท โดยเขาจะมีิวิธีการให้ผู้สมัครได้ใช้ฟรี หรือคนหางานได้ใช้ฟรี แต่สำหรับพวกบริษัทต่างๆที่ต้องการพนักงานนั้นจะต้องเสียเงิน ซึ่งจำนวนเงินก็ขึ้นอยู่กับจำนวนอัตราของพนักงาน เช่น 2 คน 3000 เป็นต้น และยังมีแบบที่คิดเป็นรายปีอีกด้วย ตอนแรกผมก็เห็นว่าบริษัทนี้ก่อตั้งมานานมาก เพราะสมัยก่อนจะมีป้ายติดที่หลังสามล้อ ทำให้คนจำได้ แต่พอระยะหลังกับไม่ค่อยมีโฆษณาเท่าไหร่ (ไม่รู้ว่างบการตลาดคงไม่พอ) ก็เลยทำเหมือนบริษัทอื่นๆ คือไปตั้งบู๊ตตามมหาลัยที่กำลังใกล้จะจบ เพื่อให้นักศึกษาที่จบใหม่มาสมัครฟรี เพื่อให้เห็นว่ามีจำนวนคนเยอะ ผมก็ได้ทำการจ่ายเงินเป็นที่เรียบร้อย เพื่อหวังว่าจะได้พนักงานที่เก่งมีคุณภาพ และมีึคนส่งเมลล์มาให้มากมาย เหมือนกับว่ามันจะได้ผล แต่แล้วผมก็รู้สึกผิดหวังมาก เพราะเมลล์ที่ส่งมานั้นมีประมาณ 100 กว่าเมลล์ แต่ผมโทรไปสัมภาษณ์มาแล้ว ไม่ผ่านเลยสักคน เพราะเกือบจะทุกคนนั้น เพิ่งจบมาทั้งนั้น มันทำให้เสียเวลาในการจ้างงาน ซึ่งไม่คุ้มกันเลย สิ่งที่บอกไม่คุ้มนั้น ก็ให้ลองคิดดูว่า เช่น เราจ้างงานเขา 12000 ต่อเดือน (สำหรับเด็กเพิ่งจบ) ถ้าเขาทำงานเสร็จโดยใช้เวลา 3 เดือนหรืออาจจะมากกว่านั้น เราก็ต้องเสียเงินไป 36000 แต่ถ้าเราเอาเงินไปจ้างคนเก่งๆทำ เขาจะใช้เวลาแค่ 1 เดือน และค่าจ้าง 36000 แล้วเราจะเลือกทางไหน เราก็ต้องเลือกทางที่เสียเิงินเท่ากัน แต่ระยะเวลาเร็วกว่า เพราะฉะนั้นใครที่คิดจะหาพนักงานนั้นก็ต้องดูหลักการตลาดของบริษัทนั้นๆว่าเขามีหลักการตลาดอย่างไร ไม่ใช่มักง่ายแบบนี้ เพราะวิธีการที่ทำแบบนี้ ใครๆก็ทำได้ ลงทุนน้อยด้วย แต่มันไม่แฟร์สำหรับบริษัทที่เขาต้องการพนักงานที่มีความหลากหลายกว่านี้ และอีกอย่าง พอผมโทรไปถามว่า ผมขี้เกียจรอให้คน apply มา ผมอยากไปดูตัวพนักงานเลย มันก็ไม่ได้ เพราะว่าเขากลัวว่าเราจะเห็นเบอร์โทรและจะไม่จ่ายเงินให้เขา เฮ้ออออ |
|
|