k's profileMedia, Funny, Comedy, En...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 08

    เรื่องของ outsource

    คำว่า outsource นั้นเป็นเรื่องที่เมืองไทยยังไม่ค่อยได้แพร่หลายเท่าไหร่ แต่จริงๆแล้วมันมีประโยชน์อย่างมากในเรื่องของธุรกิจเลย และเป็นเรื่องที่ผมได้ใช้ในธุรกิจของผมเองด้วย เอาเป็นว่าตอนนี้จะเกริ่นนำเกี่ยวกับเรื่องของ outsource ก่อนนะครับ
    การ outsource ก็คือการที่ให้บริษัทหรือใครก็ตาม ทำงานในสิ่งที่เราไม่ถนัด หรือไม่จำเป็นที่จะต้องจ้างบุคลากรมาทำในงานนั้นๆเอง เช่น ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือ สมัยก่อนนั้นงานด้านบัญชียังใช้กระดาษกันอยู่ บริษัทก็จะต้องมีแผนกบัญชีอย่างน้อยก็ 2 คน เพื่อทำบัญชีรายวัน แยกประเภท สมุดเงินสด จิปาถะ และทำการจดลงไปยังกระดาษบัญชี แต่สมัยนี้บริษัท แทบทุกที่มีคอมพิวเตอร์แล้ว ก็ให้คอมพิวเตอร์บันทึกทุกสิ่งที่บัญชีเคยทำมา ก็ไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานบัญชีมา แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีงานด้านบัญชีเลย เพราะยังไงก็ต้องไปยื่นแบบเสียภาษีทุกเดือน  เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการ outsource งานด้านบัญชีให้บริษัทที่ัรับทำเฉพาะทางนี้ สมมุติว่าจ้างพนักงานมา 2 คนเงินเดือนคนละ 7000 บาท แต่หากจ้างบริษัททางด้านบัญชี อาจจะดิวกัน แล้วเสียเดือนละ 2000 เราก็จะประหยัดไปได้เยอะ ส่วนบริษัทพวกนี้ก็รับทำให้กับหลายบริษัท เวลาไปยื่นแบบเสียภาษี ก็ยื่นทีเดียวหลายบริษัท จะได้ไม่ต้องไปต่อคิวยาว
    อันนี้คือตัวอย่างง่ายๆที่ให้มองเห็นภาพ ถ้ายังนึกภาพงาน outsource ไม่ออก ก็ให้ลองนึกถึงบริษัทที่เคยเห็นหรือทำงานอยู่ แล้วลองนึกถึงแผนกที่เราเคยบ่นว่า วันๆมันไม่ค่อยได้ทำอะไรเลย หรือหากเป็นผู้ประกอบการ หรือเจ้าของ ก็ให้นึกถึงแผนกที่ ไม่รู้ว่าวันๆจะให้มันทำอะไร ถ้านึกออกก็นั่นแหล่ะที่สมควรให้บริษัทนอกทำ
    อีกตัวอย่างนึง ก็คือว่าสมมุติว่าเราทำธุรกิจนำเข้าและส่งออก มันคงไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องให้คนของเราไปทำเรื่อง ขนส่ง ศุลกากร แพ็คเก็จจิ้ง แต่หากว่ามีบริษัทที่รับงาน outsource ประเภทนี้มาช่วยแบ่งเบาภาระ เช่น fedex, ups, dhl บริษัทพวกนี้จะ contact กับคุณ เช่น หากคุณต้องการส่งสินค้าให้กับลูกค้าที่ต่างประเทศ เขาก็จะดูว่าสินค้าที่คุณต้องการส่งเป็นอะไร แตกง่ายมั๊ย พร้อมกับมีบริการบรรจุหีบห่อให้เรียบร้อย รวมทั้งจัดการเรื่องเอกสาร ค่าธรรมเนียม ภาษีศุลกากร ทุกอย่างให้เรียบร้อย รวมทั้งเราสามารถเช็คสินค้าได้ว่าไปอยู่ที่ไหนของโลกได้อีกด้วย เพราะบริษัทพวกนี้ทำเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ จึงไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ แต่ถ้าเราทำเอง บางครั้งอาจมีปัญหาเอกสารไม่ครบ หรืออาจจะแพงก็ได้
    2 ตัวอย่างแล้ว พอนึกภาพออกหรือยังครับ ถ้ายัง คราวนี้เป็นเรื่องของงานของบริษัทผมเอง
    ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า ผมไม่ได้จบทางด้านคอมมา แต่จบทางด้านบริหาร แต่ผมอยากเปิดเว็บไซด์ จะทำยังไง?
    ถ้ายังคิดไม่ออก ผมก็จะบอกว่า ก็จ้างบริษัท outsource ที่ทำเกี่ยวกับด้านนี้สิ แล้วผมจะวิเคราะห์ความแตกต่างกันอย่างไร
    สมมุติว่าผมไม่จ้างบริษัททำ แต่จ้างพนักงานที่เก่งด้านการเขียนภาษาเช่น php, c++, mysql ถ้ามีประสบการณ์หน่อย เงินเดือนก็ไม่ต่ำกว่า 25000 ต่อเดือน และผมก็ไม่รู้ว่าจ้างมาแล้วจะทำได้อย่างที่ต้องการหรือเปล่า ถ้าวันไหนอยากให้ทำอย่าง แต่เขาบอกว่าทำไม่ได้จะทำยังไง และส่วนใหญ่คนเขียนโปรแกรมนั้น ไม่มีใครเขียนคนเดียวหรอก เพราะไม่ทัน มันเยอะมาก ต้องทำงานก้นเป็นทีม สมมุติว่าเอาอย่างน้อย 2 คนๆละ 25000 ต่อเดือน ก็ตก 50000 ต่อเดือน 10 เดือนก็ 5 แสน (ยังไ่ม่รู้ว่าจะออกมาเป็นแบบที่ต้องการหรือเปล่า) เสียไป 5 แสน แต่ยังไม่ได้โปรโมทเลย กว่าจะโปรโมท กว่าโฆษณาจะมาก็คงหมดตัวก็ล่ะ
    คราวนี้เปลี่ยนใหม่ โยนงานไปให้บริษัทที่เขารับทำพวกนี้อยู่ บอกความต้องการของเราไปว่าต้องการอย่างนี้ ทำได้หรือเปล่า เคยทำหรือเปล่า เอาตัวอย่างที่เคยทำมาดูหน่อย หลังจากนั้นคุยเรื่องราคาความเหมาะสม ปรากฏว่า ได้ราคามาคือ 3 แสนกว่า (ที่จะทำเป็นเว็บที่เกี่ยวกับ entertainment) ราคาก็สมเหตุสมผล ใช้เวลาประมาณ 2 เดือนเสร็จ ใช้เวลาโปรโมทอีก 6 เดือน ก็ยังน้อยกว่าที่เราจ้างโปรแกรมเมอร์มาทำ และที่ชอบอีกอย่างก็คือ คราวนี้เราไม่ต้องจ้างโปรแกรมเมอร์แล้ว แต่จ้างใครก็ได้ที่สามารถเล่นคอมเป็น หรือคนที่เขียนบล็อคเป็นก็สามารถบริหารเว็บได้แล้ว เงินเดือนก็ต่างกันลิบลับ อย่างคนจบปริญญาตรีบริหาร start แค่ 7000 เอง จ้างมาเลย 3 คน เอามานั่งเล่นยังไม่เท่าโปรแกรมเมอร์คนเดียวเลย
    เพราะฉะนั้นการ outsource งานก็มีประโยชน์ที่จะช่วยเราประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยให้เราสามารถทำในสิ่งที่เราไม่ถนัดได้ โดยการให้คนที่เก่งทางทำแทนเรา
    July 05

    เรื่องของรถกับประกันชั้นหนึ่ง

    เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า ก่อนหน้านี้ไปออกรถใหม่มา แต่ออกแบบผ่อนก็เลยทำให้รู้เรื่องเกี่ยวกับประกันชั้นหนึ่งว่า
    เมื่อออกรถใหม่นั้น ถ้าเราออกแบบผ่อนเขาจะบังคับให้เราต้องทำประกันชั้นหนึ่ง โดยเราจะไม่สามารถที่จะมีตัวเลือกได้ว่าต้องการทำกับประกันของอะไร เพราะเขาจะเลือกมาให้ โดยที่ราคาเท่าไหร่เราก็ต้องยอมรับมัน เหมือนเขาเป็นต่อเราหลายขุม โดยลึกๆแล้วเขาก็คงจะได้อะไรจากบริษัทประกันนั้นด้วย เพราะลองคิดดูว่า สำหรับคนออกรถใหม่นั้น ปีแรกจะรักรถมาก ค่อยๆขับ ทะนุทนอมอย่างมาก โอกาสที่จะชนหรือเคลมประกันนั้นน้อยมาก ส่วนใหญ่จะไม่เคลมเลย (ยกเว้นมือใหม่) เพราะฉะนั้น ปีแรกประกันกินเงินฟรีเลย 100 คันเคลม 10 คันก็คุ้มแล้ว และที่อยากให้รู้ก็คือว่า เมื่อก่อนนั้นเวลาเราจะทำประกัน ส่วนใหญ่เราก็จะขอดูอู่ในเครือ แต่ยุคนี้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะประกันจะถามเราว่า จะเคลมกับอู่หรือศูนย์ ซึ่งถ้าเป็นศูนย์ก็จะต้องเสียเบี้ยเพิ่มอีกนิดหน่อย ซึ่งแน่นอน เสียเงินเพิ่มอีกไม่กี่พันก็ได้ซ่อมที่ศูนย์ แน่นอนมันต้องดีกว่าอยู่แล้ว (เพราะถ้าเป็นอู่ จะชอบมีปัญหาการเปลี่ยนอะไหล่ เรื่องของสีเพี๊ยน ได้อะไหล่ปลอม) เพราะฉะนั้นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เลือกประกันศูนย์แน่นอน แล้วอย่างนี้อู่ไม่ตายหรือ ถ้าถามว่ารายได้คงลดไปเยอะ แต่ที่อู่ยังอยู่ได้ ก็เพราะว่ามีพวกรถที่หมดสภาพ หรือประกันไม่รับก็มี รถพวกนี้ก็ยังต้องพึ่งอู่อยู่
    July 01

    ความแตกต่างระหว่างพนักงานและเจ้าของกิจการ

    มีหลายบทความที่เคยลงเกี่ยวกับการเป็นพนักงานและเจ้าของกิจการ ว่า ส่วนใหญ่นั้นคนที่เรียนสูง เรียนเก่งนั้น ส่วนใหญ่ที่เรียนไปนั้นก็คิดว่า อยากได้งานที่ดี เงินเดือนที่สูง ถึงได้ต้องเรียนสูงเข้าไว้ ก็จะแสดงให้เห็นว่า คนพวกนี้ตั้งแต่เรียนก็มีความคิดว่าไม่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการอยู่แล้ว พอเรียนจบก็หางานทำทันที พอทำงานไปก็จะเป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่ต้องคอยรับฟังคำสั่งจากหัวหน้า และก็ทำไปวันๆ จนไม่มีเวลาไปศึกษาอย่างอื่นเพิ่มเติม และเมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็จะเกิดความพึงพอใจในงาน ในเงินเดือน และไม่มีความกล้าพอที่จะออกมาทำอะไรเอง เพราะรู้อยู่แค่สิ่งที่เรียนหรือทำงานมา (เพราะไม่มีเวลาไปศึกษาเพิ่ม) ก็จะเป็นพนักงานไป
    ส่วนคนที่เรียนไม่เก่ง ตอนเรียนก็เกเร หรือบางคนไม่ได้เรียน แต่ปรากฏว่าเขากลับได้เป็นเจ้าของกิจการ (คำว่าเจ้าของกิจการมีหลายแบบ เป็นเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวก็ได้ เป็นเจ้าของบริษัทก็ได้) เพราะด้วยเหตุผลที่เขาไม่มีวุฒิหรือวุฒิไม่สูง ทำให้เขาไม่สามารถหรือไม่คิดที่จะเอาวุฒิไปสมัครงาน เพราะเอาไปสมัครก็คงไม่มีใครรับ เสียเวลา จึงต้องหาทางออกด้วยการเป็นเจ้าของกิจการ บางคนก็ทำแล้วดี บางคนทำแล้วเจ๊งก็มี บางคนทำตอนแรกดีแล้วตอนหลังเจ๊งก็มี เพราะการเป็นเจ้าของกิจการนั้นมีความเสี่ยง
    สำหรับในหมู่พนักงานก็อาจจะมีความรู้สึกว่า รู้งี้ไ่ม่น่าเรียนเก่งเลย จะได้เป็นเจ้าของกิจการ และในหมู่ของเจ้าของกิจการก็อาจจะคิดว่า รู้งี้เรียนเก่งดีกว่า จะได้ไม่ต้องรู้สึกกดดันและแบกรับความเสี่ยง (ยิ่งช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีด้วย)
    แต่สำหรับผมถ้าจะถามว่าการเป็นพนักงานหรือเ้จ้าของกิจการอย่างไหนดีกว่ากัน
    อันนี้ก็ต้องแล้วแต่ความสำเร็จสูงสุดของแต่ละคน เช่นหากคุณเป็นพนักงานและสามารถทำงานในสายงานทีุ่คุณทำได้ดี จนประสบความสำเร็จเป็นถึง ผู้จัดการ ceo cfo พวกนี้เงินเดือนเยอะ และโบนัสก็เยอะด้วย อีกทั้งยังสามารถซื้อหุ้นของบริษัทได้อีกด้วย บางที่รวมเงินเดือน,โบนัส,หุ้น ก็ได้หลายล้านต่อเดือนเลยด้วย มากกว่าคนที่เป็นเจ้าของกิจการเล็กๆหลายขุมเลย แต่กว่าจะไปถึงเวลานั้นก็อาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเลย และบางคนเป็นถึงผู้จัดการตอนอายุเลยหลักสี่แล้ว พออยู่ดีๆบริษัทขายให้คนอื่นหรือล้มละลาย พอไปสมัครที่อื่นก็ไม่มีใครเอาก็มี เพราะฉะนั้นก็ตอบไม่ได้ว่าอย่างไหนจะดีกว่า แต่สิ่งที่ตอบได้คือ รักในสิ่งที่ตัวเองต้องการทำนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด