k's profileMedia, Funny, Comedy, En...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    April 05

    รู้สึกสงสารสาวไทย

    ผมรู้สึกสงสารผู้หญิงไทยอย่างนึง คือไม่สามารถแสดงออกได้เพราะการเป็นหญิงไทย อย่างเช่นว่าเกิดชอบผู้ชายก็ไม่กล้าบอก ไม่กล้าแสดงออก กลัวว่าผู้ชายจะหาว่าเป็นผู้หญิงง่าย และพอทำงานแล้ว โอกาสที่จะมีผู้ชายมาจีบนั้น โอกาสน้อยมากเลย ไม่เหมือนสมัยที่อยู่ในมหาลัย เพราะพอผู้ชายเห็นว่าหน้าตาดี ร้อยทั้งร้อยก็ต้องคิดว่าผู้หญิงคนนี้ต้องมีแฟนแล้วแน่เลยก็ไม่เข้าไปจีบ
    เหมือนเพื่อนผม เขาน่าตาดี แต่ทุกวันนี้เขาก็ยังไม่มีแฟน เพราะคนอื่นเขาคิดว่าเธอมีแฟนแล้ว ทั้งๆที่เธออยากจะติดป้ายบอกด้วยซ้ำว่าเธอไม่มีแฟน แต่ก็ทำไม่ได้
    และผมก็ไม่รู้ด้วยว่าจะแนะนำเธอยังไงดี เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า มองยังไงถึงจะรู้ว่าเธอยังไม่มีแฟน และผมก็คิดว่าผู้ชายส่วนใหญ่ ก็ยังไม่รู้ด้วยเหมือนกัน ใครมีวิธีดูว่าผู้หญิงคนนั้นมีแฟนแล้วหรือยัง ช่วยบอกกันบ้างนะครับ เพราะว่าผมจะได้รู้ด้วย และจะได้แนะนำเพื่อนผมด้วย เป็นบุญทั้งคู่เลยครับ

    เวลาไหนที่เราสมควรจะมีรัก

    มันเป็นคำถามที่ยังคาใจผมอยู่ทุกวันนี้ ว่าผมพร้อมแค่ไหนแล้วที่จะมีความรัก ตอนสมัยเป็นวัยรุ่นผมว่าน้อยคนนักที่จะคิดถึงเรื่องนี้ เพราะทุกคนยังไม่มีภาระ ไม่มีอะไรจะต้องคิดมาก เราจึงเห็นวัยรุ่นที่คบกันอยู่แทบจะทุกคน แต่หากว่าคุณได้อยู่รุ่นเดียวกับผม ผมว่าคุณก็ต้องคิดบ้างไม่มากก็น้อย
    ในมุมมองของผมนั้น ทุกวันนี้ผมทำธุรกิจนึงอยู่ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นธุรกิจที่ไม่โตและไม่ยั่งยืน ผมจึงพยายามที่จะทำธุรกิจอื่นที่มันมีอนาคต ทุกวันนี้มันก็เลยมีความเครียดอยู่ เพราะผมคิดว่าถ้าธุรกิจผมพร้อม และผมมีความรักนั้นทุกอย่างก็จะดีไปหมด แต่บางคนก็บอกผมว่าให้มีความรักไปเลย เพราะทุกคนไม่รู้หรอกว่าตัวเองพร้อมที่สุดเมื่อไหร่ ทุกวันนี้มันก็เลยทำให้ผมสับสนอยู่เหมือนกัน ถ้าเป็นเพื่อนๆล่ะ จะคิดว่ายังไง

    การจะทำให้คนรักมันง่ายกว่าการที่จะทำให้อยู่กันได้นาน

    การที่เราจะทำให้คนๆนึงรักเรามันไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะว่าเมื่อคนเราได้อยู่ร่วมกัน มันจะทำให้เกิดความรู้สึกของความใกล้ชิดกัน และเมื่อแรกเริ่มของทุกคู่จะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกที่ดี จะไม่แสดงอาการหรือนิสัยที่แท้จริงออกมา และจะจบลงด้วยการเป็นแฟนกัน แต่สิ่งที่ยากยิ่งนั่นก็คือ การที่เมื่อเราเป็นแฟนกันแล้ว แทบจะทุกคู่จะเริ่มแสดงนิสัยที่แท้จริงออกมา และอาจจะเกิดการทะเลาะกัน หรือเกิดการรับไม่ได้ขึ้นมา หากบางคู่หันมาเปลี่ยนแปลงโดยการเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง ก็จะทำให้อยู่กันได้นานขึ้น แต่นั่นก็เป็นเรื่องยากอีกเหมือนกัน เพราะต่างคนก็ต่างเกิดมาในพื้นฐานที่ต่างกัน แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถปรับเปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ถ้าคุณเป็นคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ คุณก็ควรที่จะมีความรักแล้วล่ะ

    ธุรกิจขายส่ง

    วันนี้ผมก็จะมาบอกเล่าถึงธุรกิจการขายส่งที่ทุกคนอาจจะบอกว่าดี แต่สำหรับผมมองว่า มันดีสำหรับบางธุรกิจเท่านั้น ไม่ได้ดีไปหมดทุกอย่าง อย่างผมยกตัวอย่างการขายส่งเสื้อผ้าแถวโบ๊เบ๊ ที่เห็นคนแบกผ้าเข็นผ้าหนักๆกัน คุณเชื่อไหมว่าเขาได้กำไรตัวละไม่กี่ตังค์เอง แต่ต้องแบกกันหนักขนาดนั้น จริงๆแล้วถ้าเป็นสมัยก่อนกำไรดีเพราะไม่ค่อยมีคู่แข็ง เลยได้ราคา แต่ในปัจจุบันนั้น คู่แข่งมากมายผลสุดท้ายต้องมาสู้กันที่ราคา เลยได้ไม่มากเหมือนเมื่อก่อน
    บางคนก็บอกผมว่าขายส่งทำให้เราผลิตของได้เป็นจำนวนมาก ทำให้ได้ราคาถูก แต่คำว่ามากของคุณคือเท่าไหร่กันล่ะ เมื่อคุณผลิตมากก็ต้องหาทางระบายของออกไปให้ได้เร็วและก็มากที่สุดด้วย และที่สำคัญคุณก็ต้องดูว่าช่วงนั้นเศรษฐกิจเป็นยังไงด้วย อย่างเช่นคุณผลิตของมา โรงงานก็ให้เครดิตคุณ คุณก็ต้องให้เครดิตลูกค้า เพราะกลัวว่าลูกค้าจะไปเอาของเจ้าอื่น เพราะนิสัยคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ เช่นร้านนั้นให้เครดิต 1 เดือนแต่ของแพงกว่าไม่กี่บาท ส่วนอีกร้านของถูกกว่าไม่กี่บาทแต่เก็บเงินสด ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็อยากเลือกเอาเครดิต เพราะว่าเอาของไปขายก่อนแล้วค่อยจ่ายเงิน และพอคุณให้เครดิตลูกค้าไปหลายราย ของคุณก็เริ่มทยอยออกจากจุดของคุณไปยังหลายๆจุด อาจจะไม่ถึง 2 อาทิตย์ คุณก็ต้องทำการผลิตของขึ้นมาใหม่เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือก พอของใหม่ผลิตออกมา ก็จะมีสต๊อกของเก่าอยู่ส่วนนึง ซึ่งนั่นก็คือต้นทุนจม เพราะอัตราการออกของเก่านั้นน้อยมากหรือแทบจะำไม่มี ยกเว้นแต่ซื้อของใหม่และลดราคาของเก่า จากนั้นพอครบ 1 เดือนโรงงานก็จะมาเก็บเงินของสินค้างวดแรกที่ครบดิว คุณก็ไปทำการเก็บเงินจากลูกค้าของคุณหลายราย โดยที่บางรายก็ดึงเวลาบ้าง ให้ช้าบ้าง ไม่ให้บ้าง ไม่รับสายบ้าง อ้างสารพัดปัญหาบ้าง โดยคุณอาจได้ไม่ครบ หรือกว่าจะได้มาคุณก็ต้องสำรองจ่ายโรงงานไปก่อน เพราะถ้าคุณไม่จ่ายเขาก็ไม่ทำการผลิตของให้คุณ
    และเมื่อพอคุณทำไปนานๆเข้า คุณก็จะพบปัญหาต่างๆมากมาย เช่นของเหลือสต๊อก ลูกค้าเบี๊ยว เช็คเด้ง ของลอกเลียนแบบจากจีน และผลสุดท้าย แทนที่คุณจะได้เงินสดอยู่ในมือ กลับกลายเป็นว่าคุณมีแต่ของท่วมหัว เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าขายส่งจะดีเสมอไป
    แต่ก็ใช่ว่าการขายส่งจะไม่ดีเสมอไป เหมือนที่ผมบอกว่าถ้าธุรกิจนั้น คู่แข่งน้อย มีความสามารถเฉพาะตัวที่ยากต่อการเลียนแบบ ของหายาก มีตลาดกว้าง ก็จะสามารถประสบความสำเร็จได้ครับ

    เหมือนว่าจะได้งานดี

    อันนี้เป็นเรื่องของเพื่อนผมคนนึงนะครับ ที่จะเล่าเพราะว่าจะได้เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะดีแต่อาจจะไม่ดีก็ได้ เพื่อให้เพื่อนๆนั้นควรอย่างยิ่งที่จะทำอะไรนั้นก็ควรจะมีแผนสำรองเอาไว้ด้วย เพราะหากว่าเมื่อถึงเวลาแล้ว จะคิดอะไรไม่ออกเพราะมันตันไปหมด
    เรื่องก็มีอยู่ว่า เพื่อนผมเมื่อก่อนนั้นทำงานอยู่แผนกจัดซื้อของ family mart เงินเดือนก็ได้อยู่ประมาณ 20000 กว่าๆ แล้วก็ย้ายงานไปอยู่ที่แผนกจัดซื้อเหมือนกัน แต่เป็นที่ jet หรือ jiffy และก็ได้เงินเดือนมากกว่าคือ 4 หมื่น มันก็ดูเหมือนว่าดีนะ เพราะว่าได้เงินเดือนสูงขึ้น ทำงานกับบริษัทฝรั่งด้วย มีสวัสดิการ โบนัสอีก
    แต่แล้วเรื่องก็มาเกิดขึ้น เนื่องจากปั๊ม jet นั้นไม่มีโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตนเอง ถ้าคิดในอนาคตแล้ว สู้บริษัทน้ำมันจากต่างประเทศที่เข้ามาเปิดในไทยไม่ได้ และมันก็เข้ามาแล้วด้วย นั้นก็คือ petonus , shafron (ไม่แน่ใจสะกดถูกหรือเปล่า) โดยกำไรส่วนใหญ่ของเจ็ทนั้นได้มาจากร้านสะดวกซื้อ jiffy ต่้อมาข่าววงในก็เกิดขึ้น เมื่อมีการตกลงซื้อขายกิจการกัน โดยข่าววงในระบุว่า เชฟรอนเข้าเทคเจ็ท และก่อนหน้านี้ก็เทค คาร์เท็คไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อฝ่ายจัดซื้อรู้ข่าวก็เกิดความรู้สึกว่าเขาคงไม่เอาแผนกจัดซื้อไว้ เพราะว่าที่คาร์เท็คนั้นก็มีร้านสะดวกซื้อและมีโลจิสติกหรือระบบการขนส่งสินค้า แต่เจ็ทหรือจิฟฟีไม่มี แต่ล่าสุดไ้้่้้้้ด้ข่าวว่าเขาไม่เอาทั้งคาร์เท็ค และจิฟฟี แต่ไปโคกับกลุ่มเซ็นทรัลแทน
    เพราะฉะนั้นตอนนี้ที่รู้ๆก็คือ แผนกจัดซื้อนั้นต้องปิดอย่างแน่นอน คำถามตามมาก็คือ ตอนนี้เพื่อนผมก็อายุ31ปี แล้วต้องออกจากงานเพื่อไปทำงานในที่แห่งใหม่นั้น มันดูยากมาก เพราะว่าคนจบก็เยอะ คนจบใหม่นั้นมีความสามารถสูง และอายุ31นั้น ก็มากพอที่บริษัททั่วไปจะไม่ค่อยรับ และด้วยเงินเดือนที่สูงนั้น จะทำใจไปรับเงินเดือนที่ต่ำกว่านั้นได้หรือไม่ และอีกอย่างเพื่อนผมก็จบมาทางด้านเลขานุการ ซึ่งไม่ใช่งานที่ขาดแครนเลย
    ซึ่งสิ่งที่ผมอยากจะบอกเพื่อนๆนะครับ ว่าในสภาวะเช่นนี้ ทำอะไรควรต้องมีแผนสำรอง อย่างเช่นทำงานประจำอยู่ อาจจะรับงานนอกทำ หรือทำงานอยู่ ก็เก็บเงินเอาไว้ อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย พอถึงเวลามีปัญหาก็เอาเงินไปลงทุนทำธุรกิจส่วนต้วได้ เพราะตอนนี้คุณอาจได้เงินเดือนสูงแต่สักวันนึงอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เหมือนเพื่อนผมอีกคน ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด ได้เงินเดือน 6 หมื่นกว่า แต่ไม่มีเงินเก็บ ผมเคยได้คุยถึงสาเหตุก็ปรากฏว่า ให้แม่ 2 หมื่น จ่ายงวดค่าบ้านหมื่นห้า ใช้ส่วนตัวทั้งเรื่องเที่ยวกินใช้เดือนละ 2 หมื่นกว่า ก็เลยไม่มีเหลือ (มันจะเที่ยวไปทำไม) ก็ฝากเพื่อนๆไว้นะครับ

     และข่าวล่าสุด ผู้ที่เทคเจ็ทไปนั้นก็คือ ปตท นั่นเอง (ผู้ถือหุ้นเป็นพวก ทษ)

    เมื่อเศรษฐิจแย่ลง ธุรกิจจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง

    ก่อนหน้านี้ ผมก็ได้มีบทความในการทำงานล่าสุด ซึ่งผมไม่ได้อัพเดทมานานเหมือนกัน เหตุเนื่องมาจากเหตุผลต่างๆที่ผมกำลังจะบอกให้เพื่อนๆฟัง นั่นก็คือ
    ในปัจจุบันนั้นเศรษฐกิจแย่ลงอย่างมาก ตอนนี้ที่เห็นจะๆนั่นก็คือมีการเพิ่มจำนวนของคนขายของมากขึ้น อาจเป็นเพราะมันเป็นธุรกิจที่ทำง่าย ลงทุนน้อยก็ได้ และผลที่ตามมานั่นก็คือ ไม่มีคนซื้อ เพราะตอนนี้คนไม่ต้องการใช้จ่ายในสิ่งที่ฟุ่มเฟือย และหนึ่งในสินค้าฟุ่มเฟือยที่ผมได้เคยทำนั่นก็คือ ซีดีเพลง
    ในโลกเราในปัจจุบันนี้ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมของคนนั้นก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน อย่างเช่นคนในเมืองนั้นจะเปลี่ยนเร็วกว่าคนต่างจังหวัด อย่างร้านล้างรูปก็จะไม่ค่อยมีคนใช้บริการมากนัก เพราะสามารถพิมพ์เองได้ หรือไม่ก็เก็บเอาไว้ในมือถือ ทำให้ร้านถ่ายรูปเริ่มแย่ อย่างบริษัท ฟูจิ นั้นก็เห็นอนาคตของตัวเอง ก็เลยไม่ผลิตฟิลม์เพื่อขายให้กับกล้อง แต่ผลิตฟิลม์เพื่อใช้ในวงการแพทย์ อย่างเช่นฟิลม์เอ็กซเลย์ และล่าสุดก็หันไปลงทุนเพิ่มในด้านการผลิตและวิจัยยารักษาโรค ไม่แน่อีกหน่อยอาจจะเห็นร้านฟูจิ drug store ก็ได้ อย่างเครื่องเล่นวอร์คแมนก็กลายเป็นไอพ๊อด อย่างขายเพลงในรูปแบบซีดีก็เป็นการโหลดทางเน็ต ที่กล่าวมาบางส่วนก็ทำให้เพื่อนๆมองเห็นการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจเดิมๆ ที่ครั้งนึงอาจจะดูดี แต่เมื่อเวลามาถึงก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง หากธุรกิจไหนไม่สามารถปรับตัวได้ก็จะเป็นผู้แพ้ในที่สุด
    ตอนนี้ผมก็จะมาเล่าถึงธุรกิจที่ผมก่อนหน้านี้ผมทำอยู่ นั่นก็คือ การผลิดซีดีเพลงสากลส่ง (ผลิตเสร็จก็ส่งให้ร้านที่ขายอยู่นำไปขายต่อในราคาส่ง) และหลังจากเศรษฐกิจแย่ ซีดีถูกจัดอยู่ในสินค้าฟุ่มเฟือย คือซื้อก็ได้ ไม่ซื้อก็ได้ ก็เลยได้รู้ถึงยอดขายที่ได้ตกต่ำมาก และดูแล้วไม่คุ้มค่ากับการทำอีกต่อไป บวกกับทุกวันนี้ การจะหาเพลงนั้นทำได้ง่ายมาก เพราะผมก็ใช้วิธีนั้นทำ บางครั้งผมสอนพี่ชายแค่5นาทีก็ทำได้แล้ว และนั่้นก็เป็นเหตุผลที่คนไม่จำเป็นต้องซื้อซีดี
    ผมก็เลยตัดสินใจที่จะออกจากวงการซีดีเถื่อนนี้ไปเลย โดยที่อยู่ในวงการนี้มาก็4-5ปี และคิดว่ามันน่าถึงเวลาที่เราควรทำธุรกิจที่ถูกกฏหมายได้แล้ว และธุรกิจต่อจากนี้ซึ่งผมได้เริ่มไปแล้ว 50% นั่นก็คือการทำเว็บไซด์ เกี่ยวกับทางด้านดนตรีเพลงสากล และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ผมไม่มีเวลาเข้ามาเขียนบทความ และถ้าถึงเวลาเสร็จเมื่อไหร่ ผมก็จะมาบอกเพื่อนๆ และหวังว่าเพื่อนๆจะเข้ามาที่เว็บผมนะครับ (ฟรีทุกอย่าง)
    แต่ผมจะบอกคร่าวๆถึงรายละเอียดเกี่ยวกับทางเว็บที่มีให้บริการก็คือ ฟังเพลงสากลฟรี มีเนื้อเพลงทั้งเก่าใหม่มากกว่า 5หมื่นเพลง มีบทความทางด้านคอมและธุรกิจการลงทุนด้วย และอื่นๆอีกมากมาย และพบกับการอัพเดทครั้งต่อไปนะครับ ขอบคุณ

    ธุรกิจเก่าแต่เปลี่ยนวิธีการใหม่ กำไรอย่างเดียว

    ก่อนหน้านี้ผมได้เคยลงเรื่องการผลิตซีดีเถื่อนแล้วนะครับ และผมก็เคยบอกว่าเมื่อก่อนผมก็เคยมีร้านเป็นของตนเอง แต่เมื่อผมเห็นว่าค่าใช้จ่ายมันสูงเกินไป แต่รายได้กลับสวนทางกัน เพราะผู้บริโภคคิดว่ามันเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร ทำให้รายได้ต่อเดือนไม่เพียงพอ ผมจึงเลิกขายมัน แต่พอผมมานั่งคิดอีกที เพราะว่าเมื่อก่อนผมก็เคยขายส่งอยู่ มีลูกค้าอยู่ในมือแล้ว แล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องมีร้านก็ได้ เพราะว่าแค่มีหน้าร้านก็ต้องเสียค่าเช่าร้านเดือนละ 30000 เสียค่าใต้โต๊ะเดือนละ 30000 ยังไม่รวมค่าลูกน้อง ค่าของที่ต้องทำขึ้นมาหรือซื้อมาเพื่อให้ดูว่ามีสินค้าหลากหลาย อย่างน้อยสุดวันนึงก็ต้องขายไม่ต่ำกว่า 4000 บาท (เป็นแค่ต้นทุนนะ)
    ผมก็เลยจัดการผลิตขึ้นมา (แต่ที่ผมผลิตขึ้นมาเป็นแผ่นปั๊ม ไม่ใช่แผ่นไลท์ มันถึงจะส่งได้) แล้วก็จัดการส่งให้ลูกค้า โดยที่อัลบั๊มนึงผมใช้เวลาทำแค่ 2 วันก็เสร็จ และก็ส่งลูกค้าภายในวันเดียว โดยที่ผมไม่ต้องมีสต๊อคของ เพราะถ้าหมดก็เริ่มทำตัวใหม่ต่อเลย และผมก็มีค่าใช้จ่ายแค่ค่าน้ำมันรถที่ไปส่งให้ลูกค้าเท่านั้น ปรากฏว่าเดือนนึงผมสามารถทำกำไรได้ 32000 โดยที่ไม่ต้องมีลูกน้อง ไม่ต้องจ่ายใต้โต๊ะ ไม่ต้องเสียค่าเช่า ได้ก็ได้คนเดียว และไม่เหนื่อยด้วย และผมก็สามารถเอาเวลาไปทำงานอื่นได้อีกด้วย แต่อัลบั๊มที่ผมทำนั้น ผมคิดว่าในตลาดณ.ตอนนี้ผมทำดีกว่าคนอื่น ซึ่งมันก็เลยทำให้ผมได้เปรียบกว่าคนอื่น
    ที่ผมเขียนมาเล่าให้เพื่อนๆอ่าน ก็อยากให้เพื่อนๆอ่านแล้วอาจจะเกิดไอเดีย หรือนำไปพลิกแพลงในกิจการที่เราทำอยู่ว่าอาจจะมีวิธีที่ดีกว่ามั๊ย และดูว่าเราเก่งทางด้านไหน ก็ดึงความสามารถอันนั้นออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ขอบคุณที่กรุณาอ่าน

    การทำร้านลูกชิ้นปิ้ง ขายได้วันละ 2000 ไม้ แต่ขาดทุน??

    ตอนนี้ผมต้องไปช่วยเพื่อนผมจัดการระบบของร้านลูกชิ้นปิ้ง เพราะว่าขายได้วันละ 2000 ไม้ แต่กับขาดทุน
    ไม่ว่าพอใครได้ยินแล้วก็คง"งง" ขายหมดทุนวันแล้วทำไมถึงขาดทุน ผมก็เลยเข้าไปขอรายละเอียดทั้งหมดว่าเป็นยังไงบ้าง โดยที่เพื่อนผมนั้นให้ลูกน้องดูแลให้หมดเลย ก็เลยต้องไปขอรายละเอียดกับลูกน้องเขา แต่ปรากฏว่าทำระบบได้หลวมมาก เพราะว่าตอนนี้เปิดเป็น 2 ร้าน ร้านนึงขายได้วันละ 2000 ไม้ อีกร้านขายได้แค่ 800 ไม้เอง แล้วทำไมถึงได้ขาดทุนล่ะ และผมก็ถามว่า จุดคุ้มทุนอยู่ที่กี่ไม้ เขาก็บอกว่า 600 ไม้ โดยเอาต้นทุนคงที่รวม หารด้วยกำไรต่อไม้ อย่างเช่นลูกจ้าง 2 คน คนละ 300 บาท ก็จะได้ 600 และกำไรต่อไม้เท่ากับ 1 บาท เพราะฉะนั้นก็จะได้ 600
    และพอผมเข้ามาศึกษาสักพัก ปรากฏว่า ผมกลับพบว่าจุดคุ้มทุนนั้นไม่ได้อยู่ที่ 600 ไม้ แต่อยู่ที่ 1600-1700 ไม้ เพราะตอนแรกผมนึกว่าน้ำจิ้มไม่แพง แต่พอผมถามพนักงานขายว่า 2000 ไม้ใช้น้ำจิ้มเท่าไหร่ เขาบอกว่า เผ็ด 10 โล หวาน 10 โล ผมก็เลยมาดูราคา ก็พบว่า เผ็ดนั้นโลละ 70 หวาน 30 ก็แสดงว่าเราใช้ในวันนึงสำหรับขาย 2000 ไม้ ก็จะใช้เผ็ด 700+300 เท่ากับวันละ 1000 บาท เมื่อบวกกับค่าแรง 600 (ดีนะค่าที่ไม่เสีย) จะได้เท่ากับ 1600 ไม้ซึ่งยังไม่รวมค่าถ่าน ถุง ไม้ และอื่นๆ เพราะฉะนั้นวันไหนขายได้ต่ำกว่า 1600 นั่นก็คือขาดทุนนั่นเอง ส่วนอีกร้านยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะขายได้ 800 ไม้เท่านั้นซึ่งขาดทุนแน่นอน เพราะมีค่าจ้าง 500 ค่าที่ 200 ค่าน้ำจิ้ม 600 เป็นคุ้มทุนที่ 500+200+600 เท่ากับ 1300 แต่ขายได้ 800 วันนึงจึงขาดทุน วันละ 500 ก็เลยเอากำไรอีกร้านนึงมาโปะมัน
    ผมเลยรีบแจ้งข่าวให้เพื่อนผมรู้ว่าให้ควรกดราคาน้ำจิ้มให้ได้ หรือหาวิธีการที่เราจะได้น้ำจิ้มที่ถูกกว่านี้ ไม่งั้นตายแน่ ก็เลยไปคุยกับเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งที่สนิทกัน เขาก็เต็มใจช่วยโดยการให้พ่อครัวของเขาช่วยทำแต่เราแค่ออกค่าวัตถุดิบเท่านั้น ส่วนค่าแรงเขาไม่เอา ก็เลยแก้ไขไปได้ส่วนนึง แต่ตอนนี้ก็ต้องมาดูในเดือนนี้อีกที เพราะว่าผมไม่มีข้อมูลการใช้ทั่วไป เช่นถุง ถ่าน เพราะลูกน้องเขาไม่ได้จดเอาไว้เลยว่าใช้อะไรไปเท่าไหร่ (คร่าวๆก็ยังดีแต่ไม่มีเลย) ก็เลยต้องเริ่มจดกันใหม่เดือนหน้านี้ เราจะได้รู้ต้นทุนที่แท้จริง
    เขาถึงว่าจะทำอะไร เราต้องทำเองก่อน หรือวางระบบให้ดีซะก่อน แล้วค่อยให้คนอื่นดู เพราะถ้าเขามาดูช้ากว่านี้ ขาดทุนมากกว่านี้แน่ เพราะตอนแรกที่ยังไม่เข้ามาดู ยังไม่รู้เลยว่าขาดทุน เฮ้อ....

    น่าสงสารยูเนี่ยนมอล์

    ผมได้มีโอกาสได้พูดคุยกับพ่อค้าที่ไปเซ้งห้องเช่าที่ยูเนี่ยนมอล์ ปรากฏว่ามีแต่คนบ่นว่าไม่มีคนอย่างเดียวเลย ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้นไปได้ เพราะว่าคนที่เป็นเจ้าของ ก็เป็นคนเดียวกับที่ โบนันซ่าตรงมาบุญครองเลยนะ เท่าที่ผมลองมาวิเคราะห์ดูนะ ผมว่าอย่างแรกคือเงินเขาไม่หนาพอ เพราะว่าตอนที่เขาเปิดให้จองนั้น เขาก็ให้คนจองทยอยจ่ายค่าเซ้งเลยก่อนที่ห้างจะเสร็จด้วย เหมือนกับการจองบ้านก่อนที่จะสร้างเสร็จเลย พอถึงเวลาเขาก็เลยไม่มีงบในการโปรโมทให้เป็นที่รู้จัก อย่างที่สอง เขาไม่มีจุดขาย อย่างเช่นห้างอื่นๆ อย่างเช่น พันธ์ทิพย์ก็เป็นห้างไอที เพลทินั่มก็เป็นห้างขายเสื้อผ้าราคาถูก เพราะว่ายูเนี่ยนมอล์ก็คือห้างทั่วไป ไม่ได้โดดเด่นมากมาย จึงไม่รู้ว่าจะชูจุดขายได้ยังไง อย่างที่สาม ผมว่าจังหวะการเปิดตัวนั้นถูกสยามพารากอนกลบหมด เพราะมีแต่คนพูดถึงแต่สยามพารากอนอย่างเดียวเลย บางคนยังไม่รู้จักยูเนี่ยมอล์เลยด้วยซ้ำ มีแต่รู้จักแต่สยามพารากอน ขนาดคนต่างจังหวัดที่ไม่ได้อยู่ในกรุงเทพยังรู้จักเลย อย่างที่สี่ คือเรืองการเดินทาง เพราะว่ารถตู้ก็ไม่มี ถึงมีรถไฟใต้ดิน แต่ก็ไม่มีการประชาสัมพันธ์ว่าขึ้นทางไหน เพราะส่วนใหญ่คนจะขึ้นทางลาดพร้าวมากกว่า ก็เลยไม่รู้จะไปขึ้นทางยูเนี่ยนทำไม และสายรถเมลล์ก็น้อยกว่าต่างหาก ถึงแม้ว่าจะมีสายรถเมลล์วิ่งมาทางยูเนี่ยน แต่คนก็คิดว่าถ้าขึ้นทางลาดพร้าวอาจจะได้ที่นั่ง เพราะว่าเป็นป้ายก่อน ยูเนี่ยนป้ายนึง ที่ผมวิเคราะห็มานั้นเป็นเหตุผลส่วนตัวเท่านั้น อาจจะมีคนอื่นที่วิเคราะห์ออกมาได้ดีกว่าหรือมากกว่าผม ยังไงก็ช่วยบอกกันบ้างนะครับ เพราะว่าผมคิดว่าหลายหัวก็ย่อมดีกว่าหัวเดียวแน่นอน

     

    เศษฐกิจในปีนี้

    ผมว่าหากคุณเป็นคนที่ขายของอยู่คนหนึ่ง คุณจะรู้สึกว่าทำไมนะ ทั้งๆที่รัฐบาลก็จ่ายเงินให้ imf แล้ว และก็มาบอกเราว่า gdp นั้นโตเท่านั้นเท่านี้ แต่ทำไมถึงยังรู้สึกว่า มันขายของยากขึ้น หรือแม้กระทั่งว่าธนาคารก็ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจ sme แล้ว ทำไมถึงยังยอดตกอยู่
    เท่าที่ผมมีประสบการ์ณขายของมา ผมว่ามันเป็นเพราะว่ารัฐต้องการให้คนมีการใช้จ่ายมากขึ้น จึงได้ปล่อยสินเชื่อออกมาให้คนทำมาค้าขายมากขึ้น ธนาคารก็จะได้ดอกเบี้ย และเมื่อคนสามารถทำธุรกิจแล้วก็จะมีเงินไว้ใช้จ่าย แต่รู้ไหมครับว่าทุกวันนี้มีคนขายมากกว่าคนซื้อเสียอีก แล้วลองคิดดูว่าจะขายใครล่ะครับ
    และเมื่อคุณกู้เงินมา แน่นอนคุณก็ต้องจ่ายดอกเบี้ย แล้วแทนที่คุณจะเอาเงินมาซื้อของ คงไม่มีแน่นอน นอกเสียจากว่าคุณจะซื้อเฉพาะของใช้ส่วนตัวเท่านั้น
    ลองดูสิครับว่าตอนนี้ก็มีที่ขายของผุดกันเป็นดอกเห็ด เช่น platinum fasion mall, union mall, century mall, siam palagon, world trade center ปรับปรุงใหม่ และก็อีกหลายแห่งที่ยังไม่พูดถึง
    ผมว่าต่อไปขายของยากแน่นอน คุณล่ะว่ายังไง

     

    ผีในผับ (ตอนต่อมากับเหตุการ์ณต่างๆ)

    หลังจากที่ผมได้รับรู้ถึงการมีผีตนนึงอยู่ในผับของผม เพื่อไม่ให้พนักงานหรือหุ้นส่วนต้องตกใจและไม่กล้ามาผับ หรือแม้กระทั่งลูกค้าหากได้ยินก็ต้องไม่กล้ามาผับแน่นอน
    เพราะฉะนั้น ผมก็ต้องเก็บความลับนี้ให้จงได้
    และผมก็ทำเป็นเฉยๆไปโดยไม่ได้เล่าอะไรให้ใครฟัง จนกระทั่ง วันนึงเพื่อนผมหรือหุ้นส่วนคนหนึ่ง เมื่อคืนเมามากแล้วก็กลับบ้านไม่ได้ พวกเพื่อนๆก็พาขึ้นไปนอนตรงโซฟาชั้นสอง (ชั้นสองนั้นจะสามารถมองเห็นนักดนตรีชั้นล่างได้ เพราะมีช่องที่ทะลุลงมาชั้นล่าง) พอตอนบ่ายอีกวัน เพื่อนผมก็โทรมาบอกว่า เพื่อนคนนั้นเขานอนบนชั้นสองแล้วกลิ้งตกลงมาชั้นล่าง ผมก็คิดว่า อ้าวอย่างนี้ก็ต้องแขนหักหรือหัวแตกแน่นอน แต่ปรากฏว่าไม่เป็นอะไรเลย ผมก็คิดในใจว่าหรือว่า "ผีผลัก" แต่อาจจะหยอกเล่นก็เลยไม่ให้เป็นอะไร ผมก็ไม่พูดอะไรออกไป แต่ทุกคนก็คิดว่ามันแปลกมาก
    จนมีอีกเรื่องหนึ่ง ปกติลำโพงที่ผับนั้นจะใช้ลักษณะเหล็กแขวนลำโพงใว้ มันไม่ตกมาง่ายๆหรอก เพราะมันไม่เคยตกมาเลย จนกระทั่งพนักงานที่ร้าน(ผู้ชาย) ทำความสะอาดอยู่ และแล้วลำโพงก็ตกลงมาใส่หลังพนักงานคนนั้น วันนั้นมันบ่นว่าปวดไหล่มาก จนถามไปถามมาปรากฏว่า คืนก่อนเกิดเหตู พนักงานคนนี้ไม่ได้กลับบ้าน แล้วอยู่คนเดียวก็เลย(ช่วยตัวเอง) ก็เลยสันนิษฐานว่าคงทำเรื่องไม่ดี ถึงได้โดนเจ้าที่เล่นงาน แต่ยังไม่มีใครคิดว่านี่ต้องเป็นผีแน่นอน ซึ่งก็แน่นอน ผมก็ยังเก็บเรื่องนี้ต่อไป แล้วเรามาดูกันต่อกับเหตุการ์ณตอนต่อไป

    ผีในผับ

    ตอนแรกที่พวกผมไปติดต่อขอเซ้งผ้บนั้น ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่แล้วคืนหนึ่งพวกผมก็มีโอกาสได้เข้าไปคุยกับเจ้าของร้านเก่า คุยเกี่ยวกับเรื่องการเซ้งร้าน เจ้าของร้านก็ใจดี ไปทำค๊อคเทลมาให้กินชื่อว่า "กามิกาเซ่" ผมก็เพิ่งเคยกินเป็นครั้งแรก เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วค๊อคเทลตัวนี้ ผู้หญิงจะชอบกินมากกว่า กินไปกินมา ผมก็เลยจะจำอะไรไม่ค่อยได้ พอผมมารู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องที่บ้านแล้ว ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร จากนั้นพี่ชายผมก็มาถามผมว่า
    พี่ชาย "เมื่อคืนเป็นอะไร"
    ผม "ก็ไม่เป็นอะไรนี่ ก็เมามาไงล่ะ"
    พี่ชาย "รู้มั๊ยว่าเมื่อคืนพูดอะไรออกมาบ้าง"
    ผม "พูดอะไรล่ะ"
    พี่ชาย "เมื่อคืนเห็นบ่นว่า พวกเพื่อนๆทิ้งไปหมดเลย แต่อีนี่ยังอยู่เป็นเพื่อนอยู่เลย"
    และพี่ชายผมก็มองหาใหญ่ว่าอยู่ตรงไหน ผมก็บอกว่า "นี่ไงนั่งอยู่ข้างๆผมเลย" และผมก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะว่าคงเมามากกว่า
    จากนั้นผมก็ขึ้นไปที่ตู้เย็น พอดีเจอเบียร์สิงอยู่ 6 ขวด ผมก็บอกกับพี่ชายว่า ขอเบียร์สิงขวดนึงนะ พี่ชายผมก็บอกว่า เบียร์สิงนั้นผมเป็นคนซื้อมาเอง ผมก็เลยงงว่า ปกติถ้าผมจะซื้อก็คงไม่เกิน 3 ขวด แต่นี่เล่นซื้อมาตั้ง 6 ขวดเลย งงมาก และผมก็ไม่ได้คิดอะไร จากนั้นพี่ชายผมก็ไปพาคนทรงเจ้า เพื่อมาทำพิธีให้กับที่ผับ แต่พี่ชายผมก็ไม่ได้พูดอะไร
    แต่แล้วคนทรงเจ้าก็บอกมาเองว่า เขาเห็นเงาของผู้หญิงคนนึง ผมยาว ได้ถูกฆ่าตายอยู่ที่นี่และไม่ยอมไปไหน เท่านั้นแหละพี่ชายผมรีบมาบอกผมทันที จนผมมานั่งวิเคราะห์ว่า หญิงสาวคนนั้น ตามผมมาที่บ้าน เพื่อจะบอกผมอะไรบ้างอย่าง อย่างเช่นว่าวันนั้นที่ซื้อเบียร์สิงมา 6 ขวด ก็แสดงว่าจะบอกผมว่าเธอได้ "สิง" ผมมา เพราะถ้าวันนั้นผมซื้อ ไฮเนเก้น หรือลีโอ ผมก็คงไม่รู้หรอกว่าเธอสิงมา

    ธุรกิจซีดีเถื่อน (ต่อ)

    เมื่อวานได้พูดถึงวิธีการทำต้นฉบับแล้วนะครับ มาวันนี้เราจะมาพูดถึงวิธีการทำปก อยากแรกเราก็ต้องไป search หา background หรือว่ารูปภาพศิลปิน และก็ create ปกขึ้นมาเอง จากนั้นเราก็ไปหาเนื้อเพลงมาจากทางเน็ต แล้วก็จับเนื้อเพลงใส่ไปในปกหน้า จากนั้นก็มาทำปกหลัง แต่ปกหลังต้องระวังหน่อยเพราะว่าเราจะต้องพิมพ์ไม่ให้ผิดเลย เพราะจะแก้ไขอะไรไม่ได้หลังจากสั่งพิมพ์แล้ว พอทำปกทุกอย่างเสร็จ เราก็ write ใส่แผ่นแล้วก็ส่งไปให้ที่โรง plate ทำ plate จากนั้นก็ส่งต่อไปยังโรงพิมพ์อีกที ขั้นต่ำที่โรงพิมพ์จะพิพ์ให้คือ 1000 เล่มหรือปก เมื่อพิมพ์เสร็จ ปั๊มเสร็จ ก็ส่งให้ลูกค้าได้เลย ถ้าเพื่อนคนไหนมีอะไรจะสอบถามผมก็บอกมาได้เลยนะครับ

    วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องธุรกิจการทำซีดีเถื่อนนะครับ

    การทำซีดีส่งนั้นต้องมีการหาต้นฉบับเพลง ทั้งจากซีดีบ้าง จากเน็ตบ้าง และก็ทำการรวบรวมมาเป็น 1 อัลบั๊ม จากนั้นเมื่อได้เพลงมาแล้วก็ต้องมาทำการเรียงเพลง เพื่อให้มันได้อารมณ์ไม่ขัดกัน หรือเรียกว่าลื่นหู ซีดี 1 แผ่นจะได้เพลงสากลประมาณ 19-21 เพลง แล้วแต่ความยาวของแต่ละเพลง จากนั้นเมื่อได้มาก็ทำการ write ออกมาเป็นแผ่นต้นฉบับ เพื่อที่จะนำแผ่นนั้นไปทำต้นฉบับ ซึ่งเรียกว่า stamper ที่เอาไว้ปั๊มแผ่นต่ออีกที จากนั้นก็นำแผ่นต้นฉบับมานั่งฟัง ว่ามีเพลงไหนสะดุดบ้างหรือเปล่า เพราะถ้ามีเพลงไหนสะดุด ปั๊มมา 500 or 1000 ก็จะสะดุดที่เดียวกันหมด เรียกง่ายๆว่าเสียทั้งล๊อต และส่งไม่ได้ด้วย เพราะถ้าลูกค้าซื้อไปก็ต้องเอามาเปลี่ยนอยู่ดี เมื่อฟังเสร็จก็เอาไปส่งต่อให้กับโรงงานที่รับทำ stamper จากนั้นเราก็มานั่งออกแบบ silk หรือ screen แผ่น เพื่อเวลาปั๊มแล้วบนแผ่นจะมีลวดลายตามที่เราได้ออกแบบมา เหมือนกับที่ลิขสิทธิ์เขาทำกันเลย และวันนี้เราก็ได้ต้นฉบับออกมาแล้ว พรุ่งนี้เราจะมาเล่าเรื่องขั้นตอนต่อไปของการทำปก

    เกริ่นประวัติคร่าวๆ

    ผมจบที่ม. กรุงเทพ แต่ไม่ได้เรียนจบแบบชาวบ้านเขา คือจบภายใน 4-5 ปี แต่ผมจบโดยเรียนมา 7 ปี แต่ก่อนหน้านั้นโดนรีไทร์ไป 1 ปี ทำไมผมถึงโดนรีไทร์น่ะหรือก็เพราะว่าถ้าคุณเป็นผมคุณก็ต้องโดนเหมือนกัน เพราะว่ามันเหมือนเป็นคำสาบของคณะนี้เลย เรื่องก็มีอยู่ว่าตอนผมสอบเข้าม.กรุงเทพ ผมได้เป็นตัวสำรอง และตอนนั้นเขาบอกว่าผมสามารถลงเรียนได้ 3 คณะที่เหลือ ซึ่งก็ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ซึ่งผมไม่เอาอยู่แล้ว เดี๋ยวบ้า แล้วก็คณะมนุษศาสตร์ ผมก็ไม่เอา ตอนนั้นคิดอยู่ว่าเป็นคนดีอยู่แล้วจะไปเรียนการเป็นคนทำไม จนเหลือคณะสุดท้าย คือคณะบริหารแต่เป็นสาขาเลขานุการ ตอนแรกก็จะไม่เอา แต่ได้ยินแว่วๆว่า สาวเยอะนะ นั่นแหละเอาเลย เพราะตัวผมตอนเรียนอยู่มัธยม ผมเรียนอยู่ที่วัดเทพศิรินทร์ ซึ่งเป็นโรงเรียนชายล้วน พอได้ยินอย่างนั้นผมเข้าเรียนเลขาเลย พอไปมหาลัยวันแรก สุดยอดเลย ผู้หญิง 78 คน รู้ไหมครับว่า ผู้ชายกี่คน ........... 2 คนเท่านั้น เรียนไม่รู้เรื่องเลย ก็เลยต้องโดนไทร์ แต่ยังไม่เข็ดและไม่อยากเรียนที่ไหนอีก คราวนี้เข้าม.กรุงเทพอีกรอบนึง แต่เข้าไปเรียนคณะบริหาร และใช้เวลาเรียนทั้งหมด 7 ปีทั้งรีเกรดแล้วรีเกรดอีก เรียนข้ามวิชาไปมนุษศาสตร์บ้าง การตลาดบ้าง บัญชีบ้าง เรียกได้ว่ากว่าจะจบก็มีความรู้แน่นเลย และจบมาด้วยเกรดเฉลี่ยที่ว่าถ้าคำนวนพลาดนิดเดียวก็ไม่จบ คือได้ 2.00 เพราะถ้าได้ 1.99 ก็ไม่จบ ได้พอดีเลยก็เลยจบ แต่พอรับปริญญาได้เจอเพื่อนรับพร้อมกันเลย แต่เรารับปริญญาตรี ของมันรับโท แต่ก็ดีจบมาได้ก็ดี แล้วพรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องธุรกิจหลังจากนี้ต่อไป
    January 13

    เรื่องเล่าของการเปิดผับ

    ครั้งนึงในชีวิตผมมีโอกาสได้เปิดผับเป็นของตัวเองแถวหลังสวนลุม ชื่อ"มาเม้า มาเมา" ถ้าเพื่อนๆคนไหนเคยไปก็ comment มาได้นะครับ
    ผมเปิดมาได้แค่ปีเดียวก็ต้องปิดไป เนื่องจากเกิดปัญหาหลายอย่าง แต่สิ่งที่ผมได้มานั้นก็คือประสบการ์ณที่ดีมากมาย พร้อมทั้งได้เจอผู้คนมากมายที่ผ่านเข้ามาที่ร้าน และสิ่งที่ผมกำลังจะบอกเล่านั้นก็เป็นเรื่องราวย่อๆต่างๆที่ผมอยากจะบอกนะครับ
    ผับของผมนั้นจะเป็นสไตล์มีดนตรีสด ซึ่งลูกค้าสามารถที่จะขอเพลงแล้วขึ้นมาร้องได้ คือเป็นการให้ลูกค้ามามีส่วนร่วมกับทางร้านเรา แต่ผับผมเสียอยู่อย่างคือ ไม่ค่อยมีผู้หญิงเข้ามาในร้านเท่าไหร่ ส่วนใหญ่มีแต่ผู้ชาย ก็เลยไม่ค่อยมีอะไรดึงดูด แต่ไม่เป็นไรเราเน้นความเป็นกันเองมากกว่า
    ทุกวันผมจะต้องเข้ามาที่ร้านและก็เมากลับบ้านทุกวัน เพราะว่าเราจะต้อง entertain ลูกค้า หรือกินกับลูกค้านั่นเอง ทำให้ช่วงนั้นสุขภาพไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ และปัญหาปวดหัวที่สุด ก็เห็นจะเป็นเจ้าหนูยักษ์ ที่ไม่รู้ว่ามันเข้ามาทางไหน และก็ไม่รู้ว่ามันไปหลบอยู่ที่ไหนแล้ว ปัญหาก็คือว่า มันจะชอบไปกัดสายไฟ โดยที่เราก็ไม่รู้ว่ามันจะกัดสายไฟอะไรไปบ้าง บางทีมันก็กัดสายของไฟ ทำให้เปิดไฟไม่ติด และเราก็กลัวว่าถ้ามันกัดไปโดนสายไฟที่เป็น main ของร้านแล้วล่ะก็ คืนนั้นไม่ต้องขายกันเลยล่ะ เพราะเล่นดนตรีไม่ได้ เปิดดีเจก็ไม่ได้ เราถึงต้องมาหาทางที่จะกำจัดมันออกไป ซึ่งตอนนั้นเราก็คิดหลายวิธีด้วยกัน เช่นเอายาฆ่าหนูให้มันกิน แต่ก็ไม่ได้เพราะเรากลัวว่ามันจะตายแล้วไม่รู้ไปอยู่ไหน ถ้าหาไม่เจอก็เหม็นตายเลย มีเพื่อนเสนอว่าให้เลี้ยงแมว มันจะได้มาจับหนู ผมก็บอกว่าหนูมันตัวใหญ่กว่าแมวอีก แล้วมันจะจับหนูได้หรือ ผมกลัวว่ามันจะโดนหนูจับกินล่ะไม่ว่า แล้วเราจะทำยังไง ตอนนั้นเราคิดขึ้นมาถึงบริษัทรับกำจัดหนู แต่เราก็ไม่ได้โทรไปเนื่องจากว่า อยู่ดีๆมันก็มาติดกับเราเอง ด้วยกาวดักหนู จนในที่สุดเราก็สามารถกำจัดมันออกไปจากร้านได้ เฮ้อ.....