k 的个人资料Media, Funny, Comedy, En...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


9月15日

เรื่องของเฟรนไชน์

เรื่องของเฟรนไชน์นั้นมีมานานแล้ว และคนไทยก็คุ้นเคยกับมันดี ตอนแรกผมก็ไม่อยากเขียนหรอก แต่เผอิญช่วงนี้ได้ดูโฆษณาของทาง 7-11 แล้วรู้สึกว่าโฆษณาเวอร์มาก ที่บอกว่าพอเราซื้อเฟรนไชน์เขาจะทำให้ชีวิตดีขึ้น มีเวลาอยู่กับลูกเพิ่มขึ้น ผมก็เลยอยากเขียนมุมมองในการซื้อเฟรนไชน์ที่ผมมองให้เพื่อนๆได้รับรู้ก่อนที่จะไปซื้อเฟรนไชน์จากที่อื่นๆที่ไม่ใช่เฉพาะ 7-11 เท่านั้น
อย่างที่ผมบอกก็คือ คุณรู้บ้างหรือไม่ว่าทำไมระบบเฟรนไชน์ถึงได้เกิดขึ้นมา นั่นก็เพราะว่าสมมุติว่าคุณคือผู้ประกอบการ แต่ต้องการขยายสาขาออกไป แต่เผอิญมีเงินทุนน้อย จะระดมทุนก็ไม่ได้เพราะไม่ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ และก็กลัวว่าถ้าเกิดขยายสาขาแล้ว การดูแลให้ทั่วถึงก็ยาก เพราะฉะนั้นวิธีง่ายที่สุดก็คือการขายเฟรนไชน์ เพราะเงินลงทุนไม่ใช่เงินเรา แถมเรายังได้เงินอีกด้วย และแน่นอนคนซื้อเฟรนไชน์เป็นผู้ดูแลร้านเอง เพราะลงทุนซื้อเฟรนไชน์แล้วก็ไม่อยากให้มันเจ๊ง ก็ต้องมาดูแลเอง เพราะฉะนั้นการดูแลทั่วถึงแน่ ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ลองคิดดูนะคับว่าคนที่รวยไม่ใช่คนซื้อเฟรนไชน์ แต่เป็นคนขายต่างหาก แล้วก็มาโกหกเราว่าเราจะรวย สมมุติว่าเจ้าของเฟรนไชน์ขายให้เรา เขาก็จะมีการเก็บค่าแรกเข้าเหมือนเงินกินเปล่านั่นแหละ หลังจากนั้นเขาก็จะเก็บต่อเดือนที่เราต้องจ่ายให้เขา ขายได้ไม่ได้ก็ต้องจ่าย และที่สำคัญยังต้องรับของจากเขาด้วย สมมุติว่าร้านนึงเขาเก็บต่อเดือน 20000 มีคนซื้อไป 100 ร้าน เขาก็ได้ไปแล้วเดือนละ 2 ล้าน แบบนั่งเฉยๆ ไม่ต้องดูแลมาก เพราะทุกอย่างวางระบบไว้แล้ว ก็ได้แล้วเดือนละ 2 ล้าน ถามว่ามีความเสี่ยงไหม น้อยมาก เพราะในสัญญาก็จะมัดคุณไว้ว่า คุณต้องทำกับเขาไม่ต่ำกว่ากี่ปี เหมือนที่เขาบอกว่ากี่ปีคืนทุน คุณจะขายได้กำไรหรือขาดทุนเขาก็ไม่สนใจ แต่ยังไงคุณก็ต้องจ่ายเขาทุกเดือน ถ้าคุณผิดสัญญา คุณโดนเขาฟ้องแน่ และที่สำคัญคือคุณแพ้ เพราะคุณเต็มใจเซ็นสัญญาเอง
แถวบ้านผมก็มีร้านนึงเมื่อก่อนเคยขายเครื่องเขียนมาก่อน จนลูกชายเจ้าของร้านซึ่งเรียนปริญญาตรีก็ตัดสินใจซื้อเฟรนไชน์ 7-11 มา ซึ่งผมก็เห็นเขามาดูร้านเรื่อยๆไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น บางทีก็ให้พ่อที่ชรามาดูร้านให้ จนกระทั่งมี 7-11 อีกร้านมาเปิดตรงข้าม (ถนนสองเลนข้ามสบายมาก เพราะเมื่อก่อน 7-11 ให้เหตุผลว่าที่เปิดใกล้กันหรืออยู่ตรงข้าม เพราะกลัวว่าลูกค้าบางคนข้ามถนนลำบาก แต่อันนี้หลับตายังข้ามได้เลย) และที่สำคัญร้านใหม่นั้นใหญ่กว่า เพราะ 7-11 ตอนหลังมี booksmile มีประตูเลื่อน ดูทันสมัยกว่าเยอะ จนทำให้ไอ้ร้านเก่าดูหมองไปเลย แล้วคิดดูว่าจะมีความรู้สึกยังไง อยู่ดีๆมีร้านเหมือนกันมาแย่งลูกค้ากันเอง และที่สำคัญที่นี่เป็นชุมชน คนที่เข้า 7-11 ก็มีอยู่แค่นี้ ไม่ใช่เป็นห้างที่มีคนจากหลายที่ผ่านมา แต่มันมีอยู่กันแค่นี้เอง จะมาเปิดแย่งลูกค้ากันทำไม ทุกวันนี้ผมก็เริ่มเห็นสีหน้าของลูกชายเขาว่าหน้าเริ่มหมอง จะไปฟ้องร้องก็ไม่ได้ อึดอัดใจแต่ทำอะไรก็ไม่ได้
เมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้ว เพื่อนๆมีความเห็นว่าอย่างไร ผมไม่ได้บอกว่าการซื้อเฟรนไชน์ไม่ดี แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งดีและไม่ดี ข้อดีของมันก็มี มันก็แล้วแต่มุมมองนะคับ แต่สำหรับผมนั้นไม่ดีกว่า

เคยสังเกตุกันบ้างไหม

เคยสังเกตกันบ้างไหมว่า บางทีร้านก๋วยเตี๋ยวหรือร้านอาหารต่างๆที่เมื่อวานเราเพิ่งเห็นว่ามันเพิ่งเปิด แต่พอมาวันนี้ มันกลายเป็นเจ้าเก่าไปซะแล้ว ไม่เคยมีร้านไหนกล้าบอกกับคนอื่นว่าเป็นเจ้าใหม่ บางร้านเปิดวันแรกก็เจ้าเก่าเลย พอไปถามมันก็บอกว่าเมื่อก่อนเคยเปิดที่อื่นมาก่อน

หรืออย่างตอนที่ไปแวะหนองมน เคยสังเกตหรือเปล่าว่า ทุกร้านที่ขายได้รางวัลหมด เป็นแชมป์กันทุกร้าน ก็ไม่รู้ว่าเขาไปประกวดกันตอนไหน ไม่เห็นมีใครรู้เลย

 

8月20日

ระวังจะตกเป็นเหยื่อของ california wow

ที่ต้องออกมาบอกก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่เจอกับตัวเองมา และไม่อยากให้เพื่อนๆต้องหลงกลกับธุรกิจของ california wow และอย่างที่ทราบกันดีว่า เดี๋ยวนี้ถ้าใครได้เดินผ่านแถวฟิตเนสอันนี้ ก็จะมีพวกคนเข้ามาหาเรา มาหว่านล้อมให้ใช้บริการหรือเข้ามาเยี่ยมชมจนดูเหมือนจะน่ารำคาญมากกว่า ไม่รู้ว่าช่วยหรือทำลายภาพพจน์กันแน่

เอาล่ะมาเข้าเรื่องกันเลย เคสของผมนั้นจะไม่ได้ไปเจอคนพวกนั้นหว่านล้อม แต่เจอแบบว่ามีคนโทรมาแล้วบอกให้เราลองไปใช้ฟรี 10 ครั้ง ตอนนั้นก็มีข่าวว่ามีแต่เกย์ไปเยอะ ก็เลยบอกเขาไป เขาก็บอกว่าสาขานี้ไม่มี เราก็หลงเชื่อและเขาก็หลอกให้เราไปเยี่ยมชมก่อน ไม่ใช้บริการก็ไม่ว่ากัน จากนั้นผมก็ไปเยี่ยมชมตามที่ได้ถูกเชิญมา แล้วเขาก็จะพาเราไปดูสถานที่ข้างในทั้งหมด เพื่อให้ดูดี พอเราดูหมดแล้ว เขาก็จะพาเรามานั่งด้านหน้า จากนั้นก็จะหว่านล้อมเราด้วยวิธีต่างๆนาๆ คือการที่บอกให้เรามาลองใช้ฟรี 10 ครั้งนั้นไม่มีหรอก แต่จะบอกให้เราเปลี่ยนจากการใช้ฟรี 10 ครั้งมาเป็นส่วนลดในการเป็นสมาชิก เช่นเป็นสมาชิกรายปีเท่านี้ แต่ถ้าใช้สิทธิ์ภายในวันนี้ (ต้องภายในวันนี้เท่านั้น เดี๋ยวเปลี่ยนใจ) จะได้ในราคาพิเศษ แล้วก็อ้างว่าเป็นโปรโมชั่นของเดือนนี้เท่านั้น ผมก็บอกว่ากลัวจะไม่มีเวลาได้ใช้มัน เขาก็ตื้อแล้วตื้ออีก แต่ผมก็ยังไม่เอาและทำท่าอยากกลับ เขาก็เลยลดราคาให้อีก ประมาณว่าอย่าปล่อยให้มันกลับไป (เพราะเซล์พวกนี้ถ้าขายได้ก็จะได้เปอร์เซ็นท์จากการขาย ตอนนั้นคิดว่าเขาให้ % เท่าไหร่ เดี๋ยวให้เลยดีกว่า) แต่ผมก็ยังไม่เอาและก็หาเหตุผลต่างๆมาอ้างเพื่อไม่ต้องการซื้อ จนเขาแอบไปตามหัวหน้ามาตอนไหนก็ไม่รู้ มาถึงหัวหน้าเขาก็มาลดให้อีก และยังแถมให้ใช้ได้ทั้ง 2 ที่ ตอนนั้นผมเบื่อมากก็เลยสมัครมันไป เหมือนทำบุญประมาณนั้น

และเขาก็อธิบายการจ่ายเงิน ว่าให้เราจ่ายเดือนละ 1399 บาท แต่ต้องจ่ายวันนี้ก่อนล่วงหน้า 3 เดือนบอก vat = 4860 บาท จากนั้นหลังจากเดือนที่สาม ก็ให้เรามาจ่ายรายเดือนต่อไป ถ้าเราไม่จ่ายเขาก็จะหักจากบัตรเครดิตของเราอัตโนมัติ ผมก็เลยบอกว่าขอตัวไปกด atm ก่อน เขากลัวเราหนีมาก ตามมาดูเรากดเอทีเอ็มด้วย (น่าเกลียดมาก)

และสุดท้ายผมก็สมัครไป แต่หลังจากวันนั้นผมไม่เคยได้ไปใช้บริการเลยสักครั้งเดียว และผมก็มานั่งคิดว่าไม่ใช้บริการและจะไปจ่ายของเดือนที่สี่และเดือนต่อๆไปทำไม ก็เลยไม่จ่ายซะเลย และก็ยกเลิกบัตรเครดิตใบนั้นด้วย (จะได้หักจากบัตรไม่ได้) และหลังจากนั้นผมก็จะได้รับจดหมายเรียกเก็บเงินทุกเดือน ประมาณเหมือนว่าเราเป็นหนี้มันประมาณนั้น ผมก็ไม่สนใจ จนวันนี้ผมได้จดหมายจากบริษัทติดตามทวงหนี้ ผมก็เลยมาโพสให้เพื่อนๆได้รู้ถึงธุรกิจของ california wow เพื่อที่จะไม่หลงกลมัน อย่างถ้าเป็นว่าเราไปกู้เงินมา หรือใช้บัตรเครดิตแล้วไม่จ่าย แล้วมาทวงหนี้เรา มันไม่มีใครว่าหรอก เพราะเราไปเอาเงินเขามา หรืออย่างให้โทรศัพท์ใช้ฟรี แต่มีสัญญาภายในหนึ่งปีห้ามปิดเบอร์ อันนี้ก็ยอมกันได้ แต่นี่มันเอาเงินเราไป แล้วเรายังเป็นหนี้มันอีก สุดท้ายมันบอกว่าถ้าไม่จ่ายภายใน 7 วัน จะดำเนินคดี (ไม่ต้องรอ 7 วันหรอก ไปฟ้องเลยไป อย่านึกว่าคนอื่นไม่รู้เรื่องการฟัองร้องนะ เพราะว่าจำนวนเงินแค่นี้เขาไม่ฟ้องกันหรอกมันไม่คุ้ม) และในจดหมายก็ระบุว่าเราติดหนี้มัน 6192 บาท เป็นค่าสมาชิกค้างจ่าย 5918 ค่าธรรมเนียมในการชำระล่าช้า 124 (จ่ายช้ามันก็ปรับเราอีก) ค่าใช้จ่ายติดตามทวงถาม 150 (ไอ้กระดาษแผ่นเดียว และส่งมาทางไปรษณีย์มันแพงขนาดนี้เลยหรือ)

และสุดท้ายผมก็ไม่สนใจมัน เพราะสุดท้ายมันก็ไม่ฟ้องหรอก เพราะเสียเวลา และเสียเงินในการฟัองร้องมากกว่าเงินที่ติดมันเยอะเลย แต่อยากให้เพื่อนๆระวังเอาไว้ เพราะว่าตอนนี้คนใช้บริการน้อย มันก็เลยคิดวิธีหลอกชาวบ้านอย่างพวกเรา จนมารู้อีกทีก็เสียทีให้มัน เพราะฉะนั้นเรามารู้ก่อนที่จะเสียทีให้กับการหลอกลวงซะที ขอบคุณที่สละเวลาอ่านครับ

7月8日

เรื่องของ outsource

คำว่า outsource นั้นเป็นเรื่องที่เมืองไทยยังไม่ค่อยได้แพร่หลายเท่าไหร่ แต่จริงๆแล้วมันมีประโยชน์อย่างมากในเรื่องของธุรกิจเลย และเป็นเรื่องที่ผมได้ใช้ในธุรกิจของผมเองด้วย เอาเป็นว่าตอนนี้จะเกริ่นนำเกี่ยวกับเรื่องของ outsource ก่อนนะครับ
การ outsource ก็คือการที่ให้บริษัทหรือใครก็ตาม ทำงานในสิ่งที่เราไม่ถนัด หรือไม่จำเป็นที่จะต้องจ้างบุคลากรมาทำในงานนั้นๆเอง เช่น ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือ สมัยก่อนนั้นงานด้านบัญชียังใช้กระดาษกันอยู่ บริษัทก็จะต้องมีแผนกบัญชีอย่างน้อยก็ 2 คน เพื่อทำบัญชีรายวัน แยกประเภท สมุดเงินสด จิปาถะ และทำการจดลงไปยังกระดาษบัญชี แต่สมัยนี้บริษัท แทบทุกที่มีคอมพิวเตอร์แล้ว ก็ให้คอมพิวเตอร์บันทึกทุกสิ่งที่บัญชีเคยทำมา ก็ไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานบัญชีมา แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีงานด้านบัญชีเลย เพราะยังไงก็ต้องไปยื่นแบบเสียภาษีทุกเดือน  เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการ outsource งานด้านบัญชีให้บริษัทที่ัรับทำเฉพาะทางนี้ สมมุติว่าจ้างพนักงานมา 2 คนเงินเดือนคนละ 7000 บาท แต่หากจ้างบริษัททางด้านบัญชี อาจจะดิวกัน แล้วเสียเดือนละ 2000 เราก็จะประหยัดไปได้เยอะ ส่วนบริษัทพวกนี้ก็รับทำให้กับหลายบริษัท เวลาไปยื่นแบบเสียภาษี ก็ยื่นทีเดียวหลายบริษัท จะได้ไม่ต้องไปต่อคิวยาว
อันนี้คือตัวอย่างง่ายๆที่ให้มองเห็นภาพ ถ้ายังนึกภาพงาน outsource ไม่ออก ก็ให้ลองนึกถึงบริษัทที่เคยเห็นหรือทำงานอยู่ แล้วลองนึกถึงแผนกที่เราเคยบ่นว่า วันๆมันไม่ค่อยได้ทำอะไรเลย หรือหากเป็นผู้ประกอบการ หรือเจ้าของ ก็ให้นึกถึงแผนกที่ ไม่รู้ว่าวันๆจะให้มันทำอะไร ถ้านึกออกก็นั่นแหล่ะที่สมควรให้บริษัทนอกทำ
อีกตัวอย่างนึง ก็คือว่าสมมุติว่าเราทำธุรกิจนำเข้าและส่งออก มันคงไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องให้คนของเราไปทำเรื่อง ขนส่ง ศุลกากร แพ็คเก็จจิ้ง แต่หากว่ามีบริษัทที่รับงาน outsource ประเภทนี้มาช่วยแบ่งเบาภาระ เช่น fedex, ups, dhl บริษัทพวกนี้จะ contact กับคุณ เช่น หากคุณต้องการส่งสินค้าให้กับลูกค้าที่ต่างประเทศ เขาก็จะดูว่าสินค้าที่คุณต้องการส่งเป็นอะไร แตกง่ายมั๊ย พร้อมกับมีบริการบรรจุหีบห่อให้เรียบร้อย รวมทั้งจัดการเรื่องเอกสาร ค่าธรรมเนียม ภาษีศุลกากร ทุกอย่างให้เรียบร้อย รวมทั้งเราสามารถเช็คสินค้าได้ว่าไปอยู่ที่ไหนของโลกได้อีกด้วย เพราะบริษัทพวกนี้ทำเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ จึงไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ แต่ถ้าเราทำเอง บางครั้งอาจมีปัญหาเอกสารไม่ครบ หรืออาจจะแพงก็ได้
2 ตัวอย่างแล้ว พอนึกภาพออกหรือยังครับ ถ้ายัง คราวนี้เป็นเรื่องของงานของบริษัทผมเอง
ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า ผมไม่ได้จบทางด้านคอมมา แต่จบทางด้านบริหาร แต่ผมอยากเปิดเว็บไซด์ จะทำยังไง?
ถ้ายังคิดไม่ออก ผมก็จะบอกว่า ก็จ้างบริษัท outsource ที่ทำเกี่ยวกับด้านนี้สิ แล้วผมจะวิเคราะห์ความแตกต่างกันอย่างไร
สมมุติว่าผมไม่จ้างบริษัททำ แต่จ้างพนักงานที่เก่งด้านการเขียนภาษาเช่น php, c++, mysql ถ้ามีประสบการณ์หน่อย เงินเดือนก็ไม่ต่ำกว่า 25000 ต่อเดือน และผมก็ไม่รู้ว่าจ้างมาแล้วจะทำได้อย่างที่ต้องการหรือเปล่า ถ้าวันไหนอยากให้ทำอย่าง แต่เขาบอกว่าทำไม่ได้จะทำยังไง และส่วนใหญ่คนเขียนโปรแกรมนั้น ไม่มีใครเขียนคนเดียวหรอก เพราะไม่ทัน มันเยอะมาก ต้องทำงานก้นเป็นทีม สมมุติว่าเอาอย่างน้อย 2 คนๆละ 25000 ต่อเดือน ก็ตก 50000 ต่อเดือน 10 เดือนก็ 5 แสน (ยังไ่ม่รู้ว่าจะออกมาเป็นแบบที่ต้องการหรือเปล่า) เสียไป 5 แสน แต่ยังไม่ได้โปรโมทเลย กว่าจะโปรโมท กว่าโฆษณาจะมาก็คงหมดตัวก็ล่ะ
คราวนี้เปลี่ยนใหม่ โยนงานไปให้บริษัทที่เขารับทำพวกนี้อยู่ บอกความต้องการของเราไปว่าต้องการอย่างนี้ ทำได้หรือเปล่า เคยทำหรือเปล่า เอาตัวอย่างที่เคยทำมาดูหน่อย หลังจากนั้นคุยเรื่องราคาความเหมาะสม ปรากฏว่า ได้ราคามาคือ 3 แสนกว่า (ที่จะทำเป็นเว็บที่เกี่ยวกับ entertainment) ราคาก็สมเหตุสมผล ใช้เวลาประมาณ 2 เดือนเสร็จ ใช้เวลาโปรโมทอีก 6 เดือน ก็ยังน้อยกว่าที่เราจ้างโปรแกรมเมอร์มาทำ และที่ชอบอีกอย่างก็คือ คราวนี้เราไม่ต้องจ้างโปรแกรมเมอร์แล้ว แต่จ้างใครก็ได้ที่สามารถเล่นคอมเป็น หรือคนที่เขียนบล็อคเป็นก็สามารถบริหารเว็บได้แล้ว เงินเดือนก็ต่างกันลิบลับ อย่างคนจบปริญญาตรีบริหาร start แค่ 7000 เอง จ้างมาเลย 3 คน เอามานั่งเล่นยังไม่เท่าโปรแกรมเมอร์คนเดียวเลย
เพราะฉะนั้นการ outsource งานก็มีประโยชน์ที่จะช่วยเราประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยให้เราสามารถทำในสิ่งที่เราไม่ถนัดได้ โดยการให้คนที่เก่งทางทำแทนเรา
7月5日

เรื่องของรถกับประกันชั้นหนึ่ง

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า ก่อนหน้านี้ไปออกรถใหม่มา แต่ออกแบบผ่อนก็เลยทำให้รู้เรื่องเกี่ยวกับประกันชั้นหนึ่งว่า
เมื่อออกรถใหม่นั้น ถ้าเราออกแบบผ่อนเขาจะบังคับให้เราต้องทำประกันชั้นหนึ่ง โดยเราจะไม่สามารถที่จะมีตัวเลือกได้ว่าต้องการทำกับประกันของอะไร เพราะเขาจะเลือกมาให้ โดยที่ราคาเท่าไหร่เราก็ต้องยอมรับมัน เหมือนเขาเป็นต่อเราหลายขุม โดยลึกๆแล้วเขาก็คงจะได้อะไรจากบริษัทประกันนั้นด้วย เพราะลองคิดดูว่า สำหรับคนออกรถใหม่นั้น ปีแรกจะรักรถมาก ค่อยๆขับ ทะนุทนอมอย่างมาก โอกาสที่จะชนหรือเคลมประกันนั้นน้อยมาก ส่วนใหญ่จะไม่เคลมเลย (ยกเว้นมือใหม่) เพราะฉะนั้น ปีแรกประกันกินเงินฟรีเลย 100 คันเคลม 10 คันก็คุ้มแล้ว และที่อยากให้รู้ก็คือว่า เมื่อก่อนนั้นเวลาเราจะทำประกัน ส่วนใหญ่เราก็จะขอดูอู่ในเครือ แต่ยุคนี้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะประกันจะถามเราว่า จะเคลมกับอู่หรือศูนย์ ซึ่งถ้าเป็นศูนย์ก็จะต้องเสียเบี้ยเพิ่มอีกนิดหน่อย ซึ่งแน่นอน เสียเงินเพิ่มอีกไม่กี่พันก็ได้ซ่อมที่ศูนย์ แน่นอนมันต้องดีกว่าอยู่แล้ว (เพราะถ้าเป็นอู่ จะชอบมีปัญหาการเปลี่ยนอะไหล่ เรื่องของสีเพี๊ยน ได้อะไหล่ปลอม) เพราะฉะนั้นเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เลือกประกันศูนย์แน่นอน แล้วอย่างนี้อู่ไม่ตายหรือ ถ้าถามว่ารายได้คงลดไปเยอะ แต่ที่อู่ยังอยู่ได้ ก็เพราะว่ามีพวกรถที่หมดสภาพ หรือประกันไม่รับก็มี รถพวกนี้ก็ยังต้องพึ่งอู่อยู่
7月1日

ความแตกต่างระหว่างพนักงานและเจ้าของกิจการ

มีหลายบทความที่เคยลงเกี่ยวกับการเป็นพนักงานและเจ้าของกิจการ ว่า ส่วนใหญ่นั้นคนที่เรียนสูง เรียนเก่งนั้น ส่วนใหญ่ที่เรียนไปนั้นก็คิดว่า อยากได้งานที่ดี เงินเดือนที่สูง ถึงได้ต้องเรียนสูงเข้าไว้ ก็จะแสดงให้เห็นว่า คนพวกนี้ตั้งแต่เรียนก็มีความคิดว่าไม่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการอยู่แล้ว พอเรียนจบก็หางานทำทันที พอทำงานไปก็จะเป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่ต้องคอยรับฟังคำสั่งจากหัวหน้า และก็ทำไปวันๆ จนไม่มีเวลาไปศึกษาอย่างอื่นเพิ่มเติม และเมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็จะเกิดความพึงพอใจในงาน ในเงินเดือน และไม่มีความกล้าพอที่จะออกมาทำอะไรเอง เพราะรู้อยู่แค่สิ่งที่เรียนหรือทำงานมา (เพราะไม่มีเวลาไปศึกษาเพิ่ม) ก็จะเป็นพนักงานไป
ส่วนคนที่เรียนไม่เก่ง ตอนเรียนก็เกเร หรือบางคนไม่ได้เรียน แต่ปรากฏว่าเขากลับได้เป็นเจ้าของกิจการ (คำว่าเจ้าของกิจการมีหลายแบบ เป็นเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวก็ได้ เป็นเจ้าของบริษัทก็ได้) เพราะด้วยเหตุผลที่เขาไม่มีวุฒิหรือวุฒิไม่สูง ทำให้เขาไม่สามารถหรือไม่คิดที่จะเอาวุฒิไปสมัครงาน เพราะเอาไปสมัครก็คงไม่มีใครรับ เสียเวลา จึงต้องหาทางออกด้วยการเป็นเจ้าของกิจการ บางคนก็ทำแล้วดี บางคนทำแล้วเจ๊งก็มี บางคนทำตอนแรกดีแล้วตอนหลังเจ๊งก็มี เพราะการเป็นเจ้าของกิจการนั้นมีความเสี่ยง
สำหรับในหมู่พนักงานก็อาจจะมีความรู้สึกว่า รู้งี้ไ่ม่น่าเรียนเก่งเลย จะได้เป็นเจ้าของกิจการ และในหมู่ของเจ้าของกิจการก็อาจจะคิดว่า รู้งี้เรียนเก่งดีกว่า จะได้ไม่ต้องรู้สึกกดดันและแบกรับความเสี่ยง (ยิ่งช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีด้วย)
แต่สำหรับผมถ้าจะถามว่าการเป็นพนักงานหรือเ้จ้าของกิจการอย่างไหนดีกว่ากัน
อันนี้ก็ต้องแล้วแต่ความสำเร็จสูงสุดของแต่ละคน เช่นหากคุณเป็นพนักงานและสามารถทำงานในสายงานทีุ่คุณทำได้ดี จนประสบความสำเร็จเป็นถึง ผู้จัดการ ceo cfo พวกนี้เงินเดือนเยอะ และโบนัสก็เยอะด้วย อีกทั้งยังสามารถซื้อหุ้นของบริษัทได้อีกด้วย บางที่รวมเงินเดือน,โบนัส,หุ้น ก็ได้หลายล้านต่อเดือนเลยด้วย มากกว่าคนที่เป็นเจ้าของกิจการเล็กๆหลายขุมเลย แต่กว่าจะไปถึงเวลานั้นก็อาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเลย และบางคนเป็นถึงผู้จัดการตอนอายุเลยหลักสี่แล้ว พออยู่ดีๆบริษัทขายให้คนอื่นหรือล้มละลาย พอไปสมัครที่อื่นก็ไม่มีใครเอาก็มี เพราะฉะนั้นก็ตอบไม่ได้ว่าอย่างไหนจะดีกว่า แต่สิ่งที่ตอบได้คือ รักในสิ่งที่ตัวเองต้องการทำนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด
6月17日

การทำธุีรกิจในมุมมองอีกรูปแบบ

จากประสบการณ์ที่ได้มีมานั้น พบว่าการที่คนเราจะเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นมีความหมายได้หลายอย่าง เช่น หากคุณเปิดร้านสักร้าน คุณก็เป็นเจ้าของธุรกิจได้แล้ว และถ้าคุณเปิดเป็นบริษัท คุณก็เป็นเจ้าของธุรกิจได้เหมือนกัน ทีนี้เราก็จะมาดูกันว่าความยากง่าย และอัตราการเจริญเติบโตนั้น ต่างกันอย่างไร
ในประสบการณ์ของผมนั้น หากผมอยากเปิดร้านขึ้นมาสักร้าน ไม่ว่าจะเป็นร้านอะไรก็ได้ สิ่งแรกที่ผมนึกก็คือเงิน เช่นถ้าผมต้องการเปิดร้านขายเสื้อผ้า ผมก็แค่เอาเงินไปหาที่เช่าสักที่ เอาเงินไปซื้อของที่โบ๊เบ๊ หรือประตูน้ำ แล้วก็เอาของที่ซื้อมาจัดเรียงตามความสามารถ และก็ดูฤกษ์เปิดร้านขายได้เลย เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ามันดูแล้วง่ายมากเลย หากมีทุน ไม่ต้องมีความรู้อะไรมากมาย เพราะฉะนั้นเมื่อมันง่ายอย่างนี้ มันจึงมีร้านต่างๆเกิดขึ้นมามากมาย และคู่แข่งก็มากขึ้นด้วยเช่นกัน โอกาสที่จะโตหรือเป็นที่หนึ่งนั้นแทบจะไม่มีเลย และคนไทยก็จะเป็นแบบนี้ คือไม่รู้ทำอะไรก็เปิดร้านขายโน่นขายนี่ ขายดีก็อยู่ไปเรื่อยๆ ขายไม่ดีต้องปิดไป เดี๋ยวก็มีคนอื่นมาขายต่อ
ส่วนการเปิดบริษัทนั้น เราจะต้องมีความรู้ที่มากหน่อย หรือคิดอีกอย่างก็คือ คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากเรียนรู้ นั่นคือข้อดี เพราะคู่แข่งก็จะน้อย โอกาสก็จะมีมาก เพราะฉะนั้นอย่างแรกที่ควรรู้ก็คือ ทำอย่างไรให้เรามีคำว่าบริษัท ต้องดำเนินการอย่างไร ต้องการพนักงานด้านไหนบ้าง งานไหนที่ไม่ีควรมีพนักงานประจำก็ outsource ออกไป หรือจะอธิบายง่ายๆก็คือ สมมุติว่าบริษัทไม่มีการออกบิล ไม่มีการทำเกี่ยวกับพวกเอกสารมากมาย รายได้อาจจะได้เป็นก้อนไม่ค่อยจุกจิก ถ้าเราจ้างพนักงานบัญชีมา อาจจะเงินเดือน 7000 บาทต่อเดือน แล้วมานั่งออฟฟิต แต่ไม่รู้จะทำอะไร แต่ถ้าเราโอนงานนี้ให้ outsource ที่ทำทางด้านนี้อยู่แล้ว แทนที่เราจะเสียเงินจ้างต่อเดือน 7000 ก็อาจเหลือ 2000 บาท และทำอย่างไรให้บริษัทเจริญก้าวหน้า ควรมอบหมายงานให้คนอื่นทำบ้าง เพื่อการกระจายงาน ไม่เหมือนกับการเปิดร้านที่เป็นแบบ one man show เสร็จแล้วก็มาบ่นว่าเหนื่อย
เพราะฉะนั้น การเปิดบริษัทนั้น โอกาสที่จะเติบโต และคู่แข่งน้อย(สำหรับในประเทศไทย) มากกว่าการเปิดร้านแน่นอน เพราะฉะนั้นหากคุณคิดเป็นเจ้าของธุรกิจแล้วละก็ คุณควรจะเดินตามคนไทยส่วนมาก ที่เปิดร้าน แล้วพอเศรษฐกิจแย่ ก็พากันแย่ตามกัน เหมือนที่เขาบอกว่า มีแต่คนขายของไม่มีคนซื้อ ก็เพราะคนซื้อมันมาขายของกันหมดไง หรือคุณจะทำในสิ่งที่ยากขึ้นไปอีก เพื่อคุณจะได้นำหน้าคนอื่นและไม่อยู่ในสภาวะเดียวกันเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี
5月21日

magazine

วัันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับการทำหนังสือแม็กกาซีน เรื่องก็มีอยู่ว่า เคยสงสัยหรือเปล่าว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้าไปในร้านหนังสือ แล้วยืนอ่านหนังสือแม็กกาซีนนั้น ยืนดูฟรีแล้วไม่ได้ซื้อไป แต่ทำไมนะ พวกแม็กกาซีนก็ยังออกมาเยอะมาก มันไม่เจ๊งหรือยังไง
วันนี้ผมก็จะมาบอกว่าสาเหตุอะไรที่มันไม่เจ๊ง และพยายามที่จะออกมากันมาก นั่นก็เพราะว่ามันมีโฆษณาอยู่นั่นเอง ซึ่งค่าโฆษณาที่หนังสือแต่ละเล่มได้มานั้น ไม่ว่าจะได้มาจากทาง ad หรือ มาจากการสัมภาษณ์ต่างๆ ก็ถือว่าได้ทั้งกำไรและต้นทุนค่าพิมพ์เรียบร้อยแล้ว ส่วนถ้าหากว่าขายได้ก็ถือว่ามันเป็นกำไรส่วนเกินไป โดยที่ทางผู้มาลงโฆษณานั้นก็ไม่ได้สนใจว่าคุณจะขายได้กี่เล่ม สิ่งที่เข้าต้องการก็คือ มีคนยืนอ่านฟรีแล้วเห็นโฆษณาเขาเท่าไหร่เท่านั้น อย่างเช่นว่าถ้าผมต้องการไปลงโฆษณาแล้ว ผมก็ไม่สนใจหรอกว่าเขาจะขายได้กี่เล่ม แต่ที่ผมสนใจก็คือหลักการทำการตลาดว่า เขาสามารถกระจายสินค้าได้ทั้งหมดกี่ที่ๆละเท่าไหร่ แล้วยอดขายเพิ่มขึ้นหรือไม่เท่านั้น และก็จะสังเกตว่าพวกแม็กกาซีนนั้นก็ไม่เหมือนหนังสือ เพราะว่าแม็กกาซีนนั้นมีวันหมดอายุ เพราะว่าส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวที่มีการอัพเดทตลอดเวลา บางเล่มของเดือนที่แล้วก็เป็นเรื่องเก่าสำหรับเดือนนี้ เพราะฉะนั้นก็จะมีเล่มใหม่ออกมาเสมอ หรือที่เห็นกันว่ามันเยอะมาก
สำหรับใครที่สนใจอยากทำนิตยสารออกมานั้น ควรที่จะต้องหาสปอนเซอร์ให้ได้ก่อน เพราะว่าค่าพิมพ์นั้นแพงเหมือนกัน ยิ่งถ้าเป็นสี่สีแล้วแพงมาก และยังขึ้นอยู่กับจำนวนพิมพ์อีกด้วย ขอบคุณที่สละเวลาอ่านครับ

ธุรกิจที่ทำกำไร แต่เอาเปรียบผู้อื่น

    วันนี้ผมจะมาเล่าถึงธุรกิจหนึ่งซึ่งสามารถทำเงินได้อย่างง่ายดาย แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นการเอาเปรียบคนอื่น หรือว่าจะเรียกว่า เสือนอนกินก็ได้ และโดยปกติแล้วเขาจะไม่เอามาเล่าให้ฟังกันถึงธุรกิจต่างๆ เพราะเป็นความลับทางธุรกิจ (ไม่สมควรบอก ทำเองดีกว่า) แต่เพราะว่ามันเป็นธุรกิจที่เอาเปรียบ ซึ่งทำไปมันก็ไม่ดีกับตัวเราเอง ก็เอามาเล่าดีกว่า ไม่อยากหลอกคนอื่น
    นั่นก็คือ ธุรกิจ property มันเป็นธุรกิจที่รับฝากขายบ้านที่ดินต่างๆ โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนขายให้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะจะได้มีคนเอามาฝากเยอะๆ แต่ก็คุ้ม เพราะ.... เดี๋ยวเล่าให้ฟัง) แต่รายได้นั้นมาจาก เมื่อได้มีการขายได้แล้วนั้น ทางธุรกิจนี้ก็จะขอส่วนแบ่ง 3% จากยอดขาย ซึ่งก็มาก เพราะส่วนใหญ่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ดินหรือบ้าน ราคาก็น่าจะอยู่ 5 แสนบ้าง 1 ล้านบ้าง ถ้าฟรุ๊คก็อาจได้ที่ดินประมาณ 10 ล้าน ลองคิดดูว่า 3% ของ 1 ล้านก็เท่ากับ 3 หมื่นนะ
วิธีการของบริษัทแบบนี้ก็ง่ายมาก (ถ้าใครอยากเอาไปใช้ก็ไม่ว่ากันหรอก) คือ จ้างคนเขียนเว็บขึ้นมาไม่กี่หมื่น จากนั้นก็จ้างเซลวิ่งไปดูที่หรือบ้านที่ต่างๆ จดเบอร์โทรเจ้าของมา ให้ได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 30-50 ที่ แล้วก็โทรไปหาเจ้าของ ฟอร์มว่าเราเป็นบริษัทตัวแทนขายที่ใหญ่ที่สุด (มันไม่รู้หรอกว่าเพิ่งเปิด) และถ้าฝากขายจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แล้วก็บอกว่าเรามีเว็บไซด์เป็นของตัวเอง และได้มีการโฆษณาในหนังสือซึ่งในเมืองไทยมีแค่ 2 เล่มที่เกี่ยวกับซื้อขายบ้านและที่ดิน (หนังสือนี้ออกเดือนละครั้ง เพราะฉะนั้นค่าโฆษณาที่บริษัทเสียก็ไม่แพง เพราะเป็นแบบเหมาจ่าย เดือนละไม่กี่หมื่นเท่านั้น แต่ลงได้เต็มหน้า (ก็คือการเอาสินค้าที่คิดว่าจะขายได้ หลายๆอันมาลง เพื่อขายได้จะได้เอาค่าคอมมิชชั่น หรือเอาเงินคนอื่นมาจ่ายนั่นเอง)) พอคนเริ่มติดกับก็จะเอาที่หรือบ้านมาฝาก แล้วก็เริ่มมีการทำสัญญาซึ่งสัญญานี้จะผูกมัดคนขาย โดยมีกำหนดระยะเวลา (ถ้ากำหนดว่าภายใน 6 เดือน แสดงว่าภายใน 6 เดือนนั้นไม่สามารถที่จะให้ตัวแทนจากที่อื่นทำการขายให้ เหมือนกับว่าต้องให้บริษัทนี้แห่งเดียวเท่านั้น) พร้อมกับไปเอาป้ายของผู้ขายออก เพื่อที่จะเอาป้ายของบริษัทไปปัก ซึ่งป้ายที่ไปปักนั้นก็ไม่กี่ตังค์ ลองคิดดูว่าถ้าสมมติว่าให้เซลล์วิ่งไปหาที่ (จริงๆมีหลายวิธีในการหาที่ๆจะขาย) สมมติได้สัก 50 ที่ซึ่งน้อยมาก แล้วก็นั่งรอโทรศัพท์มา พอคนสนใจก็พาไปดูที่ สมมุติว่าเดือนนึงเกิดการขายได้ อย่างน้อย 3 ที่ได้ค่าคอมที่ละ 3 หมื่น ก็เป็น 9 หมื่นต่อเดือนก็อยู่ได้แล้วล่ะ แต่ที่มันเอาเปรียบก็เพราะว่า มันนอนอยู่บ้านรับโทรศัพท์ แล้วพอคนสนใจมันก็ออกจากบ้าน แล้วขายได้ไม่ได้ มันก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะสัญญาก็จะผูกมัดไม่ให้คนที่ต้องการขาย ขายเอง หรือ ให้คนอื่นมาขาย พอหมดสัญญามันก็ไม่ได้รับผิดชอบอะไร และบริษัทพวกนี้ก็เปิดกันง่าย แค่เปิดบริษัทและระบุวัตถุประสงค์ว่าต้องการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นก็เปิดได้แล้ว มันไม่เหมือนที่เมืองนอกที่ต้องมีการสอบใบก่อน ผมเลยเห็นว่ามันเป็นธุรกิจที่เอาเปรียบคนขาย เพราะคนขายเขาต้องการขาย และต้องการขายให้เร็ว ก็เลยเชื่อพวกนี้ แต่พอขายไม่ได้ ก็เสียเวลาไปหลายเดือน ก็ต้องไปโดนบริษัทอื่นหลอกอีก แต่ก็อาจจะมีคนมาบอกว่าบางที่ก็ขายได้ไม่ใช่หรือ ใช่บางที่ขายได้ เพราะว่ามันลงไป 500 ที่จะขายไม่ได้เลย ก็ต้องบอกว่าบ้าแล้ว และอาจเป็นที่ๆทำเลดีขายง่ายอยู่แล้วด้วย แต่ถ้าธุรกิจประเภทนี้ยังไม่ปรับปรุงตัวเอง ถึงเวลาก็อาจเหมือน MLM ที่ทุกวันนี้เขารู้แกวกันหมดแล้ว ขอบคุณที่อ่าน
5月18日

เรื่องของบริษัทจัดหางาน

    วันนี้จะมาเล่าเรื่องของบริษัทจัดหางานแห่งหนึ่ง แต่ไม่ขอเอ่ยชื่อเพราะว่าเหมือนกันหมดทุกบริษัท โดยเขาจะมีิวิธีการให้ผู้สมัครได้ใช้ฟรี หรือคนหางานได้ใช้ฟรี แต่สำหรับพวกบริษัทต่างๆที่ต้องการพนักงานนั้นจะต้องเสียเงิน ซึ่งจำนวนเงินก็ขึ้นอยู่กับจำนวนอัตราของพนักงาน เช่น 2 คน 3000 เป็นต้น และยังมีแบบที่คิดเป็นรายปีอีกด้วย
    ตอนแรกผมก็เห็นว่าบริษัทนี้ก่อตั้งมานานมาก เพราะสมัยก่อนจะมีป้ายติดที่หลังสามล้อ ทำให้คนจำได้ แต่พอระยะหลังกับไม่ค่อยมีโฆษณาเท่าไหร่ (ไม่รู้ว่างบการตลาดคงไม่พอ) ก็เลยทำเหมือนบริษัทอื่นๆ คือไปตั้งบู๊ตตามมหาลัยที่กำลังใกล้จะจบ เพื่อให้นักศึกษาที่จบใหม่มาสมัครฟรี เพื่อให้เห็นว่ามีจำนวนคนเยอะ
    ผมก็ได้ทำการจ่ายเงินเป็นที่เรียบร้อย เพื่อหวังว่าจะได้พนักงานที่เก่งมีคุณภาพ และมีึคนส่งเมลล์มาให้มากมาย เหมือนกับว่ามันจะได้ผล แต่แล้วผมก็รู้สึกผิดหวังมาก เพราะเมลล์ที่ส่งมานั้นมีประมาณ 100 กว่าเมลล์ แต่ผมโทรไปสัมภาษณ์มาแล้ว ไม่ผ่านเลยสักคน เพราะเกือบจะทุกคนนั้น เพิ่งจบมาทั้งนั้น มันทำให้เสียเวลาในการจ้างงาน ซึ่งไม่คุ้มกันเลย
    สิ่งที่บอกไม่คุ้มนั้น ก็ให้ลองคิดดูว่า เช่น เราจ้างงานเขา 12000 ต่อเดือน (สำหรับเด็กเพิ่งจบ) ถ้าเขาทำงานเสร็จโดยใช้เวลา 3 เดือนหรืออาจจะมากกว่านั้น เราก็ต้องเสียเงินไป 36000 แต่ถ้าเราเอาเงินไปจ้างคนเก่งๆทำ เขาจะใช้เวลาแค่ 1 เดือน และค่าจ้าง 36000 แล้วเราจะเลือกทางไหน เราก็ต้องเลือกทางที่เสียเิงินเท่ากัน แต่ระยะเวลาเร็วกว่า
    เพราะฉะนั้นใครที่คิดจะหาพนักงานนั้นก็ต้องดูหลักการตลาดของบริษัทนั้นๆว่าเขามีหลักการตลาดอย่างไร ไม่ใช่มักง่ายแบบนี้ เพราะวิธีการที่ทำแบบนี้ ใครๆก็ทำได้ ลงทุนน้อยด้วย แต่มันไม่แฟร์สำหรับบริษัทที่เขาต้องการพนักงานที่มีความหลากหลายกว่านี้ และอีกอย่าง พอผมโทรไปถามว่า ผมขี้เกียจรอให้คน apply มา ผมอยากไปดูตัวพนักงานเลย มันก็ไม่ได้ เพราะว่าเขากลัวว่าเราจะเห็นเบอร์โทรและจะไม่จ่ายเงินให้เขา เฮ้ออออ
4月28日

เปิดบริษัทแล้วเหนื่อยมาก

ตอนนี้ก็ได้พนักงานมาคนแล้ว แต่ก็รู้สึกเหนื่อยเหมือนกัน เหมือนกับทำอะไรก็ต้องมีอุปสรรค เพราะมันไม่ใช่บะหมี่สำเร็จรูป (เหมือนโฆษณาเลย) เรื่องที่มีปัญหาก็คือ ตอนแรกได้ไปตกลงราคาในการเขียนเว็บในฝันไว้เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าเขาบอกว่าใช้เวลาเขียนอีก 1 เดือน เราก็โอเค ก็มาทำเว็บพระก่อนล่ะกัน และแล้วก็มีโทรศัพท์มาบอกว่าขอเลิกงานทำเว็บ เพราะว่าคนทำเว็บต้องไปผ่าตัดสมอง เฮ้ย มันคิดมากขนาดต้องไปผ่าตัดสมองเลยหรือ ก็ปรากฏว่าคนเขียนเว็บนั้นเป็นไมเกรน หมอบอกให้ไปรักษา ก็เลยต้องงดเว็บในฝันก่อน ตอนนี้ก็เลยมาทำเว็บพระแทน ก็ต้องมานอกออกแบบเอง วางโครงสร้างเอง และก็มีพนักงานคนนึงแล้ว ก็ต้องหาคนเขียนใหม่ เฮ้ออออ

วิธีการเข้าเว็บที่ ict บล็อค

เข้าไปที่ http://www.unblockict.com/ แล้วพิมพ์เว็บเช่น youtube.com ก็สามารถเข้าไปได้เลย
4月16日

รับพนักงาน

ตอนนี้กำลังเปิดบริษัทใหม่ จะทำเกี่ยวกับเว็บไซด์ พอดีเมื่อก่อนเคยเปิดร้านขายของแล้วเบื่อที่ต้องจ่ายค่าเช่าล่วงหน้ากับค่าเช่าของเดือนแรก เช่นถ้าเราเสียค่าเช่าเดือนละ 20000 เราก็ต้องเอาเงินให้เขาก้อนแรก 60000 แล้วเขาก็จะให้เศษกระดาษซึ่งเขียนว่าเขาได้เอาเงินเราไปล่วงหน้าหรือเงินประกันทำนองนั้น กลายเป็นว่าเราต้องเสียเงินก้อนนึงไป ทั้งๆที่มันน่าจะเป็นเงินลงทุนซื้อของๆเรานะ และหลังจากนั้นเราก็ต้องไปหาเงินเพื่อมาซื้อของ มาตบแต่งห้องอีก อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าสองแสนบาท (ขึ้นอยู่กับว่าจะขายอะไร บางอย่างอาจมากกว่านี้เยอะถ้าต้นทุนสูง) และก็ต้องเสียเวลาตบแต่ง จัดของ เอาของเข้าร้าน กว่าจะขายได้ก็ปาเข้าไปสองอาทิตย์ กลายเป็นว่าเราเสียเวลาไปหนึ่งหมื่นเลยโดยที่ยังไม่ได้ขายอะไรเลย พอขายแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะขายเป็นยังไงเลย พอเป็นอย่างนี้ก็เลยมีความคิดว่าไม่อยากเช่าร้านแล้ว ก็เลยเอาบ้านตัวเองแล้วทำการยึดอำนาจจากทางบ้าน (ที่บ้านเปิดข้างล่างไว้เป็นร้านขายยา) ยึดเอาครึ่งนึงเอามาทำออฟฟิตซะเลย เพราะเราทำเว็บไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ก็จัดการกั้นห้องเลย ถ้าคนอื่นเห็นก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นออฟฟิต ป้ายก็ไม่มี (เก็บภาษี เจ้าหนี้ หรือใครก็หาไม่เจอหรอก) อย่าคิดนะว่าออฟฟิตนี้ไม่ทันสมัย เราใช้โน๊ตบุ๊ค และต่อเน็ต รวมถึงการติดต่อระหว่างเครื่องเราใช้แบบไร้สายหรือ wireless แถมความแรงเน็ต 2 mb กว่าๆ มีโทรศัพท์ 2 เครื่อง ไร้สายหนึ่งเครื่อง แฟ๊กอีกหนึ่ง มีกาแฟให้กินด้วยแต่ต้องไปซื้อเองนะ คือมีเครื่องทำน้ำร้อนกับแก้วกาแฟให้เท่านั้น ตอนนี้ออฟฟิตก็ได้ตบแต่งเสร็จแล้ว คราวนี้เราก็มาถึงการหาพนักงานกันซักที
เราก็ไปให้บริษัทที่เขาทำหน้าที่นี้จัดการ ปรากฏว่ามีคนส่ง resume มา ผมก็โทรไปสอบถามคำถามเบื้องต้นเลย คุยกันไปได้สักพักเขาก็ถามว่าที่ทำงานมีพนักงานกี่คน ในใจผมก็คิดว่าก็คุณนั่นแหละคนแรก รุ่นบุกเบิกเลยนะ ตอนนี้ก็กำลังรอสัมภาษณ์อีกคนอยู่ (อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าเขารู้ว่าเขาเป็นรุ่นแรกหรือรุ่นบุกเบิกจะรู้สึกยังไงนะ) กลัวเหมือนกันว่าเขาจะปฏิเสทงานเรา แต่ก็อยากบอกเขาว่าอย่าคิดอย่างนั้นนะ เพราะทีกูเกิลยังใช้หอพักเป็นออฟฟิตเลย youtube ก็ใช่ dell ก็เอาโรงรถมาเป็นออฟฟิตเหมือนกัน อย่าดูแค่ออฟฟิตสวยงามอย่างเดียว เพราะผมก็จะบอกเขาว่า แทนที่ผมจะไปเช่าออฟฟิตแพงๆ (อย่างน้อยธรรมดาก็เดือนละสี่หมื่น) ผมเอาค่าเช่าออฟฟิตหรือค่าเช่าร้าน มาจ่ายเป็นเงินเดือนพนักงานยังดีกว่าเลย

ได้เงินแสน

เรื่องมีอยู่ว่า พี่ชายผมเขาไปอยู่แคนาดามานานจนได้เป็นคนที่นั่น แล้วก็ล่าสุดได้พาลูกกับเมียมาเที่ยวที่ไทย และก็ถึงเวลากลับไปแคนาดา ก็ซื้อตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยจากบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง พอถึงวันกลับก็ไปเข้าแถวเพื่อเช็คอินกับการบินไทย (จริงๆซื้อตั๋วแคนาเดี้ยน แต่เครื่องของแคนาดาไม่ได้บินตรงมาไทยจึงต้องไปกับการบินไทยแล้วไปลงที่ญี่ปุ่นแล้วค่อยต่อเครื่องแคนาดา) แต่พนักงานการบินไทยบอกว่าตั๋วของเมียเขาใช้ไม่ได้ เพราะว่าได้มีการเขียนข้อความลงไป ก็เลยได้ความว่า ตอนไปซื้อตั๋วที่บริษัททัวร์ แล้วพอส่งตั๋วมา ปรากฏว่าชื่อกับนามสกุลสลับกันไม่ตรงกับพาสปอร์ต จึงเอาตั๋วไปให้ทางบริษัททัวร์นั้นแก้ แต่พอแก้มาแล้วกลับใช้ไม่ได้ พนักงานก็บอกมาว่า ถ้ามีการแก้ไขอะไรต้องเซ็นต์ชื่อหรือประทับตรากำกับเหมือนเอกสารทางราชการ ซึ่งเหตุการ์ณนี้ไม่เคยเจอมาก่อน และโทรหาสายการบินแคนาดาก็ไม่ได้เพราะตอนนั้นเช้าเกินไป ก็เลยต้องตกเครื่องไป
หลังจากนั้นพวกเราก็ไปแจ้งความและเอาใบแจ้งความนั้นไปที่บริษัททัวร์ที่เราซื้อมา ตอนแรกนั้นเราคิดว่าเป็นความผิดของบริษัททัวร์นั้น แต่จริงๆแล้วพอเราส่งตั๋วให้บริษัททัวร์ๆก็ส่งไปให้สายการบินแคนาดาเพื่อแก้ไข แต่แคนาเดี้ยนก็พลาดตกม้าตายจนได้ หลังจากทราบผู้กระทำความผิดแล้ว เราจึงตรงไปยังแคนาเดี้ยนทันที และเราก็ต้องขอค่าเสียหายกันหน่อย เพราะมันคงตลกมากที่คนแคนาดาดันตกสายการบินของตัวเอง ตอนแรกเขาจะให้แค่สามหมื่น แต่เรามารู้ว่าเขาไม่ใช่บริษัทลูก แต่ไปซื้อเฟรนไชน์จากแคนาเดี้ยนมา เราก็เลยขู่ไปว่าถ้าฟ้องร้องกันได้มากกว่าแสนอีกและถ้าเสียชื่อเสียงเขายึดเฟรนไชน์เลยนะ และจะโพสในเน็ตด้วย จะลองเสี่ยงมั๊ย สุดท้ายเราก็เลยได้แสนนึง (เส้นขนหน้าแข้งเขาเลย) และก็ยังเปลี่ยนตั๋วให้นั่งดีขึ้นอีกนิดเลยนะ
วันนั้นเครื่องขึ้นเจ็ดโมง แต่ต้องตื่นตีสี่ แล้วก็ตกเครื่อง แต่กลับได้แสนนึง ตื่นตีสี่ทุกวันเลย
4月5日

เรื่องเล่าของฮ้วงจุ้ยเกี่ยวกับเสา

    เรื่องเกิดเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ที่ผมได้มีโอกาสไปเปิดร้านขายของที่แถวอนุเสาวรีย์ ตรงรอบๆอนุเสาวรีย์ที่เป็นวงเวียนเลย ตอนไปเซ้งนั้นในแบบมันเป็นอีกอย่าง แต่พอทำออกมากับมีเสาอยู่หน้าร้าน และด้วยหลักฮวงจุ้ยของจีนหรือสถาบันคิงคอร์เลทของจีนได้ทำการวิจัยมาแล้วว่า การมีเสาอยู่หน้าร้านนั้น จะทำให้ค้าขายไม่ขึ้น (สงสัยคนจะชนเสาก่อนเข้าร้านมั๊ง)
    เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็ต้องทำการย้ายเสานี้ให้ได้ จากนั้นคุณแม่ก็ได้ไปที่การไฟฟ้าของเขตนั้น เพื่อตกลงค่าใช้จ่ายในการย้ายเสา เมื่อตกลงเสร็จเราก็รอเวลาทีเขาว่างมาทำการย้ายเสาให้เรา และระหว่างที่รออยู่นั้น ปรากฏว่ามีซินแสคนนึงเดินทางมาจากเมืองจีน และพ่อผมก็ได้เชิญให้มาดูร้าน
    เมื่อซินแสสำรวจดูร้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซินแสก็บอกว่า "ไอ้เสาไฟฟ้าที่บังหน้าร้านอันนี้ย้ายไปก็เท่านั้น ส่วนไอ้เสาที่ต้องย้ายไปก็เป็นเสาอนุเสารีย์ เพราะว่ามันอยู่หน้าร้านทุกร้านที่อยู่แถวนั้นเลย" สงสัยซินแสไม่รู้จักเสาอนุเสาวรีย์ ถ้าย้ายทีโดนประหารเจ็ดชั่วโคตรเลยนะ

เคยบ้างไหมที่นัดเจอใครโดยไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน

เรื่องนี้มันเป็นเรื่องเมื่อตอนที่ผมเป็นวัยรุ่นอยู่ ตอนนั้นอยู่มหาลัยปี1 เอง เรื่องก็มีอยู่ว่า ตอนนั้นฮิตกันมากที่จะได้เบอร์สาวมาจากเพื่อนแล้วก็โทรไปคุย ตอนนั้นผมก็ยังไม่มีแฟนและบวกกับที่เราก็อยากจะหามาเป็นของเราสักคน ก็เลยถามเพื่อนว่ามีเบอร์หญิงแนะนำให้เรารู้จักหรือเปล่า เขาก็ให้เบอร์เรามา ผมก็ถามว่าสวยหรือเปล่า เขาก็บอกว่าสวยแน่นอนเพราะเขาเคยเห็นหน้ามาแล้ว
จากนั้นเมื่อเพื่อนการันตีอย่างนี้ก็โทรซะเลย ประมาณว่าโทรไปแทบจะตลอดเวลา จนรู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องเจอกันเสียที และผมก็บอกเพื่อนว่าผมนัดเจอเขาไว้ที่มาบุญครองนะ เพื่อนผมก็ใจดีบอกว่าเดี๋ยวจะไปเป็นเพื่อนด้วยจะได้แนะนำให้รู้จักกัน ผมก็โอเค
จนกระทั่งถึงวันที่นัดกัน ผมก็ไปนัดเจอกับเพื่อนผมก่อน เพราะผมก็ตื่นเต้นมาก และเพื่อนตัวดีของผมก็มาเฉลยให้ผมฟังว่า เขายังไม่เคยเจอกับผู้หญิงคนนี้มาก่อน แต่ที่มาเป็นเพื่อนด้วยนั้น ไม่ใช่เพราะหวังดี แต่อยากจะมาดูว่าหน้าตาเป็นยังไง ผมก็ไม่พอใจและก็ว่าเพื่อนผมไป เพื่อนผมก็เลยตกลงกับผมว่า เอางี้ล่ะกัน ถ้าหน้าตาโอเคก็ให้บอกว่าเป็นผม แต่ถ้าไม่ชอบก็ให้บอกว่าเพื่อนผมเป็นผม ผมก็เลยโอเค
พอสักพักผู้หญิงก็เดินเข้ามาถามว่าคนไหนเป็นผม ผมก็เลยสะกิดเพื่อนให้บอกว่าเพื่อนผมเป็นผม และพอเพื่อนผมแสดงตัวว่าเป็นผมนั้น จู่ๆก็มีผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างๆยืนขึ้นมาบอกว่า ไม่ใช่ และก็เฉลยว่าผมสองคนได้เตี๊ยมกันว่าถ้าไม่ชอบก็ให้สลับตัวกัน และกลายเป็นว่าผู้หญิงคนที่นั่งอยู่ข้างๆผมมาตลอดก็คือเพื่อนของเขาเอง ที่ให้มาดูลาดเลาก่อน กลายเป็นว่าพวกผมโดนแผนซ้อนแผนอีกที หลังจากหน้าแตกวันนั้น ผมก็ไม่โทรไปจีบใครอีกเลย เห็นหน้าก่อนจะดีกว่านะ ไม่อยากให้เสียความรู้สึกทั้งคู่ เฮ้อ..

 

ทำไมคนดีถึงไม่มีแฟน

ผมมีเพื่อนอยู่คนนึงเป็นคนดีมาก เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ขยันทำงาน พูดจาเพราะ แต่ทำไม่เขาถึงไม่มีแฟนสักที หรือว่าเพราะเขาเป็นคนดี หรือว่าเพราะว่าผู้หญิงสมัยนี้ชอบผู้ชายไม่ดีกันแล้วหรือ ช่วยตอบหน่อย

สงสัยมาตั้งนาน

เมื่อก่อนผมเคยสงสัยมานานแล้ว ว่าพระแถวบ้านผมเดินมายังไง เพราะระแวกแถวบ้านผมนั้นไม่มีวัดเลย ถ้าพระเดินมาจากวัดที่ใกล้ที่สุด ผมว่าเขาจะต้องเดินมาตั้งแต่ตีสี่เลยล่ะ และผมก็สงสัยมาเรื่อยๆ จนกระทั่งวันนึง ผมเดินเข้าไปในซอยแห่งหนึ่ง ผมก็เห็นพระท่านนั่งสามล้อเข้ามาในซอย จากนั้นก็เดินออกจากซอยไปเพื่อไปรับบาตร ผมจึงอ๋อขึ้นมา แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมท่านไม่ไปลงที่ปากซอยล่ะ จะได้ไม่ต้องเดินไปด้วย หรือกลัวคนไม่ศรัทธา

 

มีเรื่องเล่าจากประเทศจีนมาฝาก

เมื่อเดือนสิบสองที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปที่ประเทศจีนมา เมืองแรกที่ผมไปนั้นก็เป็นชนบทของบ้านเขา อย่างแรกที่ผมเจอมาก็ตอนที่ผมไปหาข้าวกิน ผมก็เห็นเขามุงกัน ผมก็นึกว่า เออเมืองจีนเดี๋ยวนี้มีระเบียบขึ้นเยอะนะ เข้าแถวกันซื้อข้าวด้วย แต่พอสักพักมันไม่ใช่แล้ว เขาแย่งกันซื้อมากกว่า ทำอย่างกับว่าเขาแจกข้าวฟรีอย่างนั้นเลย เป็นกันเกือบจะทุกร้านเลยครับ ถ้าคุณได้มาที่จีนล่ะก็ อย่างแรกที่ต้องฝึกนะครับ คือฝึกกล้ามแขนให้บึกบึนไว้ และฝึกฐานขาให้แข็งแรงนะครับ ไม่งั้นคุณไม่ได้กินข้าวแน่ ขนาดผู้หญิงยังเบียดสู้ผมได้เลย
อย่างที่สองที่ผมเจอ ก็ตอนที่ผมไปติดต่อเรื่องการโทรศัพท์กลับมาประเทศไทยนั้น ผมก็ไปศูนย์บริการเหมือนบ้านเราน่ะ คุณเชื่อไหมว่าเขาไม่เข้าแถวกัน ไม่มีการรับบัตรคิว แย่งกันจ่ายเงินค่าบริการ ทำอย่างกับว่าเขาให้โทรฟรีอย่างนั้นเลย
อย่างที่สาม ทำให้ผมหมดศรัทธากับผู้หญิงที่นั่น และคิดถึงหญิงไทยเรา ดูดีกว่าเยอะ ก็ผมจะขึ้นรถเมลล์ที่นั่น ผมก็ต่อหลังผู้หญิงคนหนึ่ง พอเธอกำลังจะขึ้นรถอีกก้าวนึง เธอก็หันไปมองข้างๆ ผมก็หันไปมองด้วยไม่รู้ว่าเธอกำลังมองอะไร จากนั้นผมก็ได้ยินเสียง "ขากกกก ถุย" โห หมดสภาพเลย ลองนึกภาพนะครับว่า ถ้าหญิงไทยเป็นอย่างนี้ คงไม่มีใครเรียกว่ากุลสตรีนะครับ
ส่วนอีกเรื่องที่ทำให้ผมชอบหญิงไทยที่สุดเลย คือ ผมก็ไปช๊อบปิ๊งที่แหล่งช๊อบน่ะครับ ผมเห็นผู้หญิงแต่งตัวดีๆกันเยอะเลยครับ และผมก็เห็นอยู่คนนึง น่าตา การแต่งตัวก็ดี และสักพักเธอก็เดินไปซื้อก๋วยเตี๋ยวกับรถเข็นคันนึงที่จอดอยู่ จากนั้น เธอก็ถือชามก๋วยเตี๋ยวมาซดกลางถนน โดยไม่สนใจใครพร้อมกับเสียงซืดซาด โอ้มายก๊อด ผมนึกภาพเลยครับ ว่าถ้าเปรียบที่นี่เป็น center point บ้านเรา แล้วมีผู้หญิงหน้าตาดีถือก๋วยเตี๋ยวกินจะเป็นยังไงบ้าง
พอผมกลับมาทำให้ผมรักเมืองไทยเรามากขึ้นกว่าเดิมเลยครับ

เทคโนโลยีกับการดำเนินชีวิต

สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึงนั้นเป็นเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะมนุษย์เรานั้นต้องการที่จะทำความฝันให้เป็นความจริง อย่างเช่นว่าโทรทัศน์
ต่อไปนั้นโทรทัศน์ที่ทุกวันนี้เราใช้กันอยู่นั้นเป็นแบบอนาล๊อค แต่ต่อไปมันจะเปลี่ยนเป็นดิจิตอล เนื่องจากว่ามันมีกำลังส่งที่เร็วกว่าทุกวันนี้ อีกทั้งมันยังมีความสามารถเช่นเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์และทำหน้าที่แทนจอคอมพิวเตอร์ได้เลย อีกทั้งยังสามารถที่จะเลือกรับชมภาพยนต์ที่ฉายไปแล้ว แต่ช่วงเวลานั้นเราไม่มีเวลาก็ได้ เพราะมันจะเป็นโลกดิจิตอลไปแล้ว
หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์อื่นๆก็จะเริ่มมีความเป็นไร้สายมากขึ้น เช่น wiless lan คอมพิวเตอร์ที่ต่อแบบไร้สาย เครื่องเสียงที่ไม่ต้องมาต่อสาย input output หรืออย่างเช่นต่อไปคุณก็สามารถซื้อหนังได้ทางอินเตอร์เน็ตโดยแค่จ่ายเงิน แล้วก็โหลดเข้ามาที่เครื่องคุณได้เลย โดยที่คุณไม่ต้องไปเสียเงินเข้าโรง ไม่ว่าจะเป็นเพลง เกม หรือทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นรูปแบบดิจิตอล และชีวิตคุณก็จะไม่สามารถขาดคอมพิวเตอร์ได้เลย เหมือนที่ทุกวันนี้คุณไม่สามารถขาดมือถือไปได้ หรืออาจจะเป็นว่าต่อไปมือถือของคุณนั้นจะสามารถทำในสิ่งที่คอมพิวเตอร์นั้นทำได้ และในอนาคตเราก็จะเห็นมือถือที่มีทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะโทร ถ่ายรูปที่สามารถนำไปล้างได้ด้วยความละเอียดเทียบเท่ากล้องถ่ายรูป หรือจุเพลงในรูปแบบmp3 ได้เป็นพันๆเพลงเหมือน ipod หรือทำงานเป็นเหมือน pda หรือแม้กระทั่งทำงานเป็นคอมพิวเตอร์ได้ และเมื่อเวลานั้นมาถึง คุณก็จะหลงใหลในเทคโนโลยีโดยไม่รู้ตัว และขาดมันไม่ได้